'เอไอเอ'จัดทัพพอร์ตลงทุน

เอไอเอ จัดทัพพอร์ตลงทุนใหม่ เน้นลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้หลักระยะยาว เมินจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์แถมลดสัดส่วนตลาดหุ้นไทย
นายอนุชา เหล่าขวัญสถิตย์ ผู้จัดการทั่วไป และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนบริษัท เอไอ เอ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มเอไอเอยังให้น้ำหนักกับการจัดโครงสร้างการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เหมือนเดิมจึงได้สร้างโครงการ"เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์" ที่เป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่สำหรับให้เช่า บนถนนรัชดาภิเษกขึ้นมาเน้นลูกค้าระดับเกรดเอ
ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเอไอเอในระดับสูงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีแผนที่จะออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม
"เราไม่มีแนวคิดนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาจัดตั้งเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อระดมทุน เพราะโครงการอสังหาฯของเอไอเอ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจเอไอเอค่อนข้างมากอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็น"นายอนุชากล่าว
สำหรับแผนการลงทุนของ เอไอเอนอกจากให้น้ำหนักกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวแล้ว ยังจะให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาอีกด้วยบนพื้นฐานกฎและกติกาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และเมื่อคปภ.ได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทประกันได้มีช่องทางการลงทุนที่หลากหลายเพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมีมากกว่าเดิม
โดยเฉพาะกรอบการลงทุนในต่างประเทศ ที่คปภ.ได้กำหนดเอาไว้ถึง 15% ของสินทรัพย์ลงทุนนั้น ถือเป็นโอกาสที่เปิดให้บริษัทได้แสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนระยะยาว
ดังนั้นแผนการลงทุนของบริษัทในระยะจากนี้ไป บริษัทได้ทำการปรับแผนลงทุนใหม่โดยจะเน้นลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้และตราสารทุน ส่วนตลาดที่น่าสนใจนั้นจะให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นที่ประเมินแล้วว่าน่าจะมีแนวโน้มในการทำกำไรได้ดีส่วนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและยุโรปบริษัทนั้นต้องขอศึกษาให้มากกว่านี้ก่อน
"ในเริ่มแรกขอเน้นตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียก่อนดีกว่าส่วนเหตุผลหลักที่ไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศในภูมิภาค เพราะประเมินแล้วว่าน่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ในตลาดไทย"
เขา ย้ำว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ทำให้ เอไอเอต้องพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่ามาก็ได้ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนไปบ้างแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากที่สุด แม้ว่าบางช่วงดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะปรับตัวลงบริษัทก็ไม่ได้เข้าไปช้อนซื้อหุ้นเพิ่มมากนัก โดยจะพิจารณาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมมากกว่า
อย่างไรก็ตามบริษัทจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากหุ้นที่เข้าไปลงทุน จึงทำให้ภาพรวมการลงทุนของบริษัทส่วนใหญ่จึงไปอยู่ในหุ้นกลุ่มพลังงานและสื่อสารเป็นหลัก
ส่วนพอร์ตลงทุนของ เอไอเอ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านบาทแบ่งพันธบัตรรัฐบาลไทย 55-60% ตราสารทุน 13-14% พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ 7-8% ที่เหลืออื่นๆ ส่วนเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนปีนี้ คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงปี 2556 ที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 9% แต่ผลตอบแทนที่ประเมินเอาไว้นั้นยังไม่รวมความผันผวนจากตลาดหุ้นไทย
ซึ่งหากรวมความผันผวนของตลาดหุ้นไทยเข้าไปด้วยแล้วผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนี้ทั้งปีก็น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7% เพราะฉะนั้นตลาดหุ้นไทยถือว่ายังเป็นอีกตัวแปรที่สำคัญในการสร้างผลตอบแทนให้กับเอไอเอ







