แบงก์ชาติ เปิดผลสำรวจภาวะธุรกิจไทยไตรมาส 2 ชี้ผู้ประกอบการมองภาคธุรกิจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยการเมืองยังบั่นทอนความเชื่อมั่น
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจพบว่า ภาคธุรกิจไทยไตรมาส 2 น่าจะยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่า ภาวะธุรกิจมีแนวโน้มทรงตัวจากปัจจุบัน ขณะที่ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อไป
“การบริโภคภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับปกติ โดยผู้ประกอบการประเมินว่าเทศกาลสงกรานต์และการจัดงานมอเตอร์โชว์ในช่วงเดือนเม.ย.จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนขึ้นบ้าง แต่ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมน่าจะลดลงต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อไป”
สอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าคำสั่งซื้อในประเทศอีก 3 เดือนข้างหน้าจะลดลงจากปัจจุบัน ขณะเดียวกันสถาบันการเงินคาดว่า ความต้องการสินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนการบริโภคที่ยังอ่อนแอ
สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ทางสถาบันการเงินได้คาดการณ์ว่า ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่จะยังลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 สะท้อนมุมมองต่อการลงทุนภาคเอกชนที่โน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจย้ายฐานการผลิต หรือหันไปลงทุนในประเทศอื่น เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ประกอบกับประเทศไทย ยังถือเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและมีทำเลที่ตั้งเหมาะสำหรับการเป็นฐานการผลิตหลังจากเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
“จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการพบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่จะยังชะลอแผนการลงทุนใหม่ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะรอความชัดเจนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ แต่เชื่อมั่นว่าหากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ชุดใหม่เร่งอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่คั่งค้างอยู่ให้แล้วเสร็จได้เร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น”
ด้านการส่งออก ผู้ประกอบการคาดว่า การส่งออกสินค้าจะปรับดีขึ้นเป็นลำดับ ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และจะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในระยะต่อไป เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มผ่อนคลายลง
สำหรับการส่งออกนั้น แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศโดยเฉลี่ยในไตรมาสที่ 2 จะปรับดีขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์เห็นว่า แนวโน้มการส่งออกค่อยๆ ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการบุกเบิกตลาดใหม่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตลาดในอาเซียนและอาเซียน+3 มากขึ้น
ส่วนภาคการท่องเที่ยว เชื่อว่าแนวโน้มไตรมาส 2 จะปรับตัวดีขึ้น หลังการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการลดพื้นที่การชุมนุมในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบกับเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาวในช่วงวันแรงงานเป็นปัจจัยบวกต่อภาคท่องเที่ยว ผู้ประกอบการประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางด้วยตนเองและนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเป็นคณะจะกลับเข้ามาในไทยหลังจากสถานการณ์การเมืองเริ่มผ่อนคลายลง
รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยจะปรับดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อระบายอุปทานคงค้างน่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมาตัดสินใจซื้อใหม่ สอดคล้องกับมุมมองของสถาบันการเงินที่คาดว่า ความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2 จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
การสำรวจของ ธปท. นั้น ดำเนินการผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเข้าพบแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักธุรกิจจำนวน 208 รายในไตรมาส 1 ปี 2557 การส่งแบบสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจรายเดือนไปยังบริษัทต่างๆ จำนวน 1,010 รายทั่วประเทศ โดยมีการตอบกลับประมาณ 600 รายต่อเดือน ซึ่งผลสำรวจล่าสุดเป็นข้อมูลเดือนมี.ค.2557
สุดท้าย คือ การสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อรายไตรมาส จากผู้บริหารงานด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน 50 แห่ง โดยไตรมาส 1 ปี 2557 มีการตอบกลับ 46 แห่ง เป็นธนาคาร 25 แห่ง แนะสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) 21 แห่ง ครอบคลุมสินเชื่อ 95.5% ของทั้งระบบ









