ในฐานะลูกสาวก็ไม่ได้หมายถึงว่าแจงจะได้ขึ้นเป็นซีอีโอคนต่อไปโดยอัตโนมัติ มันขึ้นอยู่กับผลงาน
กำลังอยู่ในจังหวะศึกษาขั้นตอนและเชิงชั้นของการขึ้นเป็นซีอีโอ สำหรับ "รุ่งฉัตร บุญรัตน์" (แจง) ลูกสาวคนสุดท้อง (จากพี่น้องทั้งหมด 3 คน) ลูกคนเดียวที่ขอขันอาสาเข้ามาช่วยบริหารบมจ. มาลี สามพราน และ บจก.มาลี เอ็นเตอร์ไพรส์ โดยปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลงานด้านการตลาดในตำแหน่ง กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่สายการขายและการตลาด
"แต่ในฐานะลูกสาวก็ไม่ได้หมายถึงว่าแจงจะได้ขึ้นเป็นซีอีโอคนต่อไปโดยอัตโนมัติ มันขึ้นอยู่กับผลงาน ถ้าพิสูจน์ว่าเราทำไม่ได้ ความสามารถยังไม่ถึง ประสบการณ์ไม่พอ ก็ต้องหาคนมีความสามารถมาทำหน้าที่ เพราะเราเป็นบริษัทมหาชน"
ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงว่าเธอจะไม่ได้หมายมั่นปั้นมือที่จะครอบครองตำแหน่งซีอีโอ เพราะรุ่งฉัตร ยอมรับว่าเธอมีจิตวิญญานของความเป็นเจ้าของอย่างเต็มเปี่ยม ทว่าคงต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อเรียนรู้
ตระเตรียมความพร้อม ถามว่านานแค่ไหน? คำตอบก็คือคงราวๆ 5-6 ปีข้างหน้า (เวลานี้เธอมีอายุ 28 ปี)
มีอะไรท้าทายบนเส้นทางสายซีอีโอ?
อาจถือได้ว่ารุ่งฉัตรนั้นโชคดีและมีแต้มต่อเนื่องจากมีซีอีโอ นั่นคือ คุณพ่อ (ฉัตรชัย บุญรัตน์) คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด อีกเช่นกันเธอบอกว่าก็ไม่ได้หมายถึงเธอจะมีสิทธิพิเศษมากกว่าผู้บริหารคนอื่นๆ
"แน่นอนอาจทำให้เราสามารถคุยได้ง่ายกว่าในบางเรื่อง เพราะความกลัวของเราต่อพ่อจะมีน้อยกว่าคนอื่น และพ่อก็ไม่ได้ก้าวก่ายงานแจงเลย ซึ่งแรกๆ ก็กลัวว่าจะมีปัญหากลัวถูกคอนโทรลจนเราไม่ สามารถคิดหรือทำอะไรได้ แต่ในความเป็นจริงพ่อปล่อยให้เราบริหารไม่มายุ่งจุกจิก ยกเว้นถ้ามีปัญหาเราก็จะไปขอคำปรึกษา"
และก่อนหน้าที่จะเข้ามานั่งเป็นผู้บริหารอย่่างจริงจัง ภายหลังที่เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโบดอน สหรัฐอเมริกา รุ่งฉัตรเคยเข้ามาชิมลางในมาลีด้วยตำแหน่ง Management Trainee ซึ่งหมายถึงการเข้าไปเรียนรู้ในทุก ๆส่วนงานขององค์กร ตั้งแต่ฝ่ายขาย การตลาด ซัพพลายเชน คลัง โรงงาน อาร์แอนด์ดี ฯลฯ และทำอยู่ 2 ปี เธอก็ตัดสินใจไปเรียนด้านเอ็มบีเอต่อ ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รุ่งฉัตรบอกว่า ตัวตนของเธอนั้นเป็นคนชอบความท้าทาย ชอบการแข่งขัน แต่การเข้ามานั่งเป็นผู้บริหารก็คงเหมือนหนังคนละเรื่อง บวกกับอายุที่ยังน้อย ในช่วงเริ่มก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความหวั่นไหว
"ความเป็นเด็กทำให้เรากังวล แต่เพราะตัวเองไม่มีอีโก้ ค่อนข้างถ่อมตัว ยินดีที่จะฟังและเรียนรู้คนอื่น ไม่ใช่ว่าเราเรียนจบเมืองนอกหมายถึงต้องดีหรือเก่งกว่า ทำให้แจงได้รับความยอมรับที่ดีจากลูกน้อง"
ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อหัวหน้าและลูกน้องต่างฝ่ายต่างเปิดรับก็ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นทีม
"ถ้าถามว่าอะไรคือทักษะความเป็นผู้นำที่มีความสำคัญ คิดว่าเป็นการบริหารทีมมากกว่าการมีวิสัยทัศน์ แน่นอนว่าผู้นำควรต้องมีวิสัยทัศน์ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าทีมไม่ยอมเดินไปกับเรา วิสัยทัศน์ก็คงไม่เกิด"
เพราะเมื่อได้มานั่งทำงานตำแหน่งผู้บริหาร รุ่งฉัตรรู้ได้ทันทีว่าการนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติจริงเป็นเรื่องที่ยากกว่า หากใครทำได้ก็นับว่าเป็นคนเก่ง มากฝีมือ ทั้งได้เล่าว่า สมัยเรียนหนังสือตัวเธอจัดเป็นมนุษย์ในกลุ่มสมบูรณ์แบบไม่ชอบการทำงานแบบจับกลุ่ม แต่ชอบฉายเดี่ยวพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ค่อยไว้วางใจคนอื่น แต่การทำธุรกิจนั้นมีรายละเอียดมากมาย และเห็นชัดว่าไม่สามารถทำได้คนเดียวเหมือนที่ทำรายงานหรือการบ้านส่งอาจารย์
" หลายหัวดีต้องกว่าหัวเดียว แจงไม่ใช่ผู้นำแบบเผด็จการ วิธีการบริหารเลยมีทั้งที่ตัวเองเป็นคนวางกลยุทธ์ และให้ลูกน้องนำเสนอวางแผนขึ้นมา แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็อยู่ที่เรา"
และที่สุดการทำงานเป็นทีมก็ได้ช่วยไขโจทย์แรกที่เธอได้รับในฐานะแม่ทัพด้านการตลาด นั่นคือ การปรับภาพลักษณ์ของมาลีให้มีความทันสมัย
ขณะที่ยังมีอีกหลายโจทย์ที่กำลังรอคอยเธออยู่ เช่นการนำบริษัทเดินสู่จุดที่สมดุล ทั้งนี้จากสภาวะขาดทุนของมาลีในอดีตทำให้ผู้บริหารตัดสินใจใช้กลยุทธ์ turn around ซึ่งเป็นการหักดิบคือไม่ใช้เม็ดเงินทำการตลาดหรือโฆษณาสินค้าเลย
รุ่งฉัตรบอกว่า ถึงแม้จะช่วยหยุดเลือดไม่ให้ไหล ทำให้บริษัทพยุงตัวเดินต่อได้ แต่หากยังคงเดินแผนนี้อย่างต่อเนื่องสักวันแบรนด์สินค้ามาลีก็คงจะล้มหายตายจากไปในที่สุด
"เรากำลังหาวิธีที่ทำให้เกิดความสมดุล นั่นหมายถึง การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดเป้าหมายและตลาดให้ชัดเจน เราจะไม่ใช้เงินหว่านไปทั่วและทุกอย่างที่ทำต้องคืนกลับมาเป็นตัวยอดขาย"
นอกจากนี้ รุ่งฉัตรกำลังเดินแผนให้มาลีสลัดภาพของสินค้าน้ำผลไม้เปลี่ยนเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ทั้งยังต้องการปรับปรุงโรงงานผลิตให้เกินระดับมาตรฐาน รวมไปถึงการมุ่งพัฒนาคนให้โปรแอคทีฟมี ศักยภาพและทำงานในเชิงรุกมากขึ้น
"มาลีเป็นบริษัทเก่าแก่อยู่มานานถึง 40 ปี แล้วมีความต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด (เป็นหมื่นล้านบาทในอีก 4-5 ปีข้างหน้า) แน่นอนว่าย่อมต้องการความคิดสร้างสรรค์รวมถึงการทำงานแบบ
โปรแอคทีฟของพนักงาน และแม้ว่าพนักงานของเรานั้นอยู่ด้วยกันมานาน แต่เขาก็พร้อมที่จะปรับตัวเอง เพราะเขามองเห็นอนาคตที่ดี และยอมรับตัวเรา"
อีกเช่นกัน คงไม่ได้ปล่อยให้เกิดขึ้นตามยถากรรม แต่ต้องสร้างกระบวนการทำงาน ระบบ กฏ กติกา ตลอดจนมีรางวัลสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้พนักงานทุกคนเห็นเป้าหมายเดียวกันและยินดีที่จะให้ความร่วมไม้ร่วมมือ
"ต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นทีมมากขึ้น ซึ่งหากเกิดมีข้อผิดพลาดขึ้นมาก็ไม่มีการโทษคนอื่น คือแทนที่จะหาคนผิดก็เปลี่ยนเป็นช่วยกันหาทางแก้ปัญหา เราจะไม่มีบทลงโทษถ้ามีความผิด เพราะคนทำผิดหมายถึงคนทำงาน และเราก็ได้ปรับเคพีไอเพื่อให้มีความสอดคล้องกัน "
รุ่งฉัตรบอกว่า ในแง่ความเป็นผู้นำถึงวันนี้เธอกำลังอยู่ในกระบวนการปรับตัว ซึ่งในแต่ละวันสำหรับเธอนั้นมีความหมายมาก และถือว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับได้เรียนรู้อะไรมากมาย
"แจงมาทำงานได้สามปีรู้สึกตัวเองแก่ขึ้นเป็นสิบปีเลย ในแง่ความรู้นะ ซึ่งความเป็นเด็กนั้นก็มีจุดแข็งที่ใช้เข้าหาคนอื่นๆได้และทุกคนก็ยินดีจะสอนให้ความรู้เรา ขณะที่เราเองต้องทำตัวเป็นฟองน้ำ ดูดซับให้ได้มากที่สุด"
อย่างไรก็ดี ความเป็นมนุษย์ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสียแม้กระทั่งโรลโมเดล รุ่งฉัตรบอกว่าคนโดดเด่นในโลกล้วนมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจเก่งทุกอย่างแต่อีโก้สูง ก็มักจะบริหารคนได้แย่ ตรงกันข้ามที่บางคนไม่ได้เก่งมากนัก แต่ก็บริหารคนได้ดี มีทีมงานที่ดี ซึ่งถ้าให้เลือกเธอบอกว่าย่อมต้องเป็นแบบสองเพราะผู้บริหารจะเก่งคนเดียวไม่ได้แต่ต้องพาทุกคนไปให้ได้
สำหรับตัวเธอเองนั้น ถือว่าเป็นคนที่ปรับตัวได้ง่าย เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ตัวอย่างก็คือ สามารถเดินทางไปเรียนที่ประเทศอเมริกาตั้งแต่มีอายุเพียง 11 ปีโดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใจให้กับผู้เป็นพ่อและแม่เลยแม้แต่น้อย
"ตั้งแต่เด็กแจงเป็นคนที่จะเลือกอะไรด้วยตัวเอง อย่างมาทำงานที่มาลีก็เพราะแฮบปี้ที่จะทำ พ่อแม่ไม่เคยตัดสินใจให้แต่ท่านช่วยสอนกระบวนการตัดสินใจที่ดีให้ คือถ้าเราคิดจะทำอะไร ต้องมองให้ออกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งฝั่งของ pros และ cons เราต้องไม่ตัดสินใจมั่วๆ ต้องมีที่มาที่ไป"
ถามว่าเคยตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่ เธอบอกว่าต้องมีแน่นอน แต่มันถือเป็นบทเรียนที่ดี
"ไม่มีอะไรที่เคยทำให้เศร้าโศกเสียใจ หรือเฟลสุดๆ เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ได้เล่าถึงความล้มเหลวให้แจงฟังไม่ว่าในเรื่องของธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัว เราก็ฟังทั้งหมดและทำให้เราเรียนลัดได้ในระดับหนึ่ง"
อย่างไรก็ดีเมื่อให้มองถึงจุดอ่อน เธอมองว่าทุกวันนี้ยังติดปัญหาในเรื่องของการพูด การสื่อสาร โดยเฉพาะน้ำเสียงที่ราบเรียบ ยังไม่เร้าใจ และยังไม่สามารถโน้มน้าวใจคนได้ดีมากนักของเธอ รวมถึงความไม่กล้าออกไปพบปะกับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น
"กลัวจะถูกถามเพราะแจงตอบไม่ได้ทั้งหมด และไม่รู้ว่าเรื่องไหนที่ตอบได้ เรื่องไหนที่ไม่ควรพูด แต่เมื่อได้ทดลองออกไปพบปะพวกเขาบ่อยๆ กลับรู้สึกได้ว่าเราแข็งแรงขึ้น"
เธอรับรู้ได้ว่าคำถามจะทำให้เกิดการฉุกคิด และอาจนำไปสู่เรื่องที่สามารถใช้ต่อยอดธุรกิจได้อย่างไม่น่าเชื่อ









