คาดกำไรไตรมาส 1/57 เพิ่มขึ้นมาก QoQ สู่ 1.42 พันล้านบาท (+105.8% QoQ แต่ -35.6% YoY)
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าการกลั่นพื้นฐานและค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้เราก็คาดว่า BCP จะมีกำไรจากสินค้าคงคลังและกำไรจากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน ~400 ล้านบาทด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 44 บาท/หุ้น BCP จะประกาศผลประกอบการวันที่ 9 พ.ค.
ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่ลดลง ถูกชดเชยด้วยค่าการกลั่นที่สูงขึ้น ผู้บริหารเปิดเผยว่าปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นปรับลดลงจาก 101,000 บาร์เรล/วันในไตรมาส 4/56 สู่ 98,000 บาร์เรล/วันในไตรมาส 1/57 โดยมีสาเหตุมาจากค่าการกลั่นระดับต่ำในช่วงต้นไตรมาส 1/57 แต่หลังจากนั้นค่าการกลั่นก็ฟื้นตัวดีขึ้น และปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส นอกจากนี้ BCP ยังต้องเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นในช่วงปลายไตรมาส 1/57 ถึงต้นไตรมาส 2/57 เพื่อเพิ่มระดับสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ก่อนที่จะหยุดผลิตตามแผน (1 พ.ค. - 15 มิ.ย.) ด้วย
ทั้งนี้บริษัทวางแผนหยุดผลิตเป็นเวลา ~16 วันเพื่อเปลี่ยนหอกลั่นที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อปี 2555 ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย โดยจะรับรู้เงินชดเชยอย่างเร็วในไตรมาส 4/57 การเปลี่ยนหอกลั่นใหม่จะช่วยให้กำลังการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นจาก 120,000 บาร์เรล/วัน เป็น 140,000 บาร์เรล/วัน แต่บริษัทจะยังคงเดินเครื่องผลิตที่ 120,000 บาร์เรล/วันต่อไปจนกว่าโครงการขยายกำลังการผลิตเพื่อลดปัญหาคอขวด (โครงการ 3E) จะแล้วเสร็จในปี 2561
การแข่งขันในธุรกิจการตลาดลดน้อยลง การแข่งขันรุนแรงในธุรกิจการตลาดในไตรมาส 4/56 ปรับลดลงในไตรมาส 1/57 หลังจากอุปสงค์ในตลาดภูมิภาคปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการส่งออกแทนการขายในตลาดในประเทศในราคาที่ลดลง ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้ค่าการตลาดปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.49 บาท/ลิตรในไตรมาส 4/56 สู่ 0.66 บาท/ลิตร และดีกว่าเป้าที่วางไว้ในปี 2557 ที่ 0.64 บาท/ลิตร นอกจากนี้ค่าการตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนเอทิลีน (ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินพื้นฐานเพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์) ที่ลดลงด้วย ทั้งนี้ BCP ต้องใช้เอทานอลต้นทุนสูงที่ผลิตได้จากมันสำปะหลังในไตรมาส 4/56 เพราะรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมเอทานอล
ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้น เพราะระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงนานขึ้นในไตรมาส 1/57 บวกกับการเริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เฟส 3.1 (8 เมกะวัตต์) ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/57 กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ BCP ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 78 เมกะวัตต์ (66% ของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ทั้งหมด) กำลังการผลิตที่เหลืออีก 40 เมกะวัตต์ จะเริ่มทยอยเดินเครื่องผลิตในไตรมาส 2/57 เราคาดว่าส่วนแบ่ง EBITDA จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะเพิ่มขึ้น 3% QoQ และ 96% YoY คิดเป็น 18% ของ EBITDA ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2556
แนวโน้มไตรมาส 2/57 การหยุดซ่อมบำรุง จะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นปรับลดลงมาอยู่ที่ 55,000 บาร์เรล/วันในไตรมาส 2/57 แต่เราคาดว่าค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้น QoQ เพราะภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้นโดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุปทานที่ขาดหายไป จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในตลาดภูมิภาค นอกจากนี้น้ำมันดิบนำเข้ากลั่นของ BCP จะใช้วัตถุดิบที่จัดหาภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนมากกว่าคู่แข่ง
ผู้บริหารคาดว่าปริมาณขายของธุรกิจการตลาด จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการหยุดซ่อมบำรุง เนื่องจากบริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมาขายให้แก่ลูกค้าได้ ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนที่เหลือ จะสามารถเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ก่อนกำหนดที่วางไว้ ผู้บริหารเปิดเผยว่าแนวโน้มเช่นนี้น่าจะช่วยสนับสนุนให้ EBITDA ปี 2557 จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 80-90 ล้านบาท จากระดับที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2.2 พันล้านบาท
คงคำแนะนำ “ซื้อ” เพราะตอบแทนน่าดึงดูด เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ 44 บาท เราชอบที่ผลการดำเนินงานของ BCP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัท ขณะเดียวกันธุรกิจกลั่นน้ำมันของบริษัทก็น่าจะสร้างกำไรดีขึ้น หลังการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ในปี 2557 และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพแล้วเสร็จในปี 2561 ในขณะที่เมื่อมองในด้าน valuation พบว่า P/E ปัจจุบันที่ 9 เท่าในปี 2557 ดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับ P/E เฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 13.2 เท่า









