คำขอ407โครงการเงินลงทุน7.2แสนล้าน ยอดขอส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกลด 13% คำขอจากต่างชาติเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 หมื่นล้านบาท
"ยิ่งลักษณ์" ถกบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ กำชับสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน ไฟเขียวตั้งคณะอนุกรรมการฯ เร่งพิจารณาโครงการคั่งค้างให้หมดภายใน 3-4 เดือน เผย โครงการรอพิจารณา 407 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7.29 แสนล้านบาท “ประเสริฐ” ยังมั่นใจยอดขอส่งเสริมลงทุนปีนี้ อาจทะลุเป้า 9 แสนล้าน เชื่อบรรยากาศการเมืองคลี่คลายหลังจากได้กำหนดการเลือกตั้งแล้ว เบรกขยายโรงงานชาเขียว "อิชิตัน"
วานนี้ (1 พ.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชุดใหม่ เป็นครั้งแรก โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เร่งรัดโครงการขอส่งเสริมการลงทุนที่คั่งค้าง คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การประชุมบอร์ดบีโอไอชุดใหม่เป็นครั้งแรก หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ไปตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา
นายกฯ สั่งการและกำชับให้บอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการชุดสำคัญ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการลงทุนของประเทศ ให้เร่งพิจารณาโครงการต่างๆ ที่เอกชนยื่นรับคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยเร็ว รวมทั้งขั้นตอนการอนุญาตของหน่วยงานต่างๆ ให้พิจารณาโดยเร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุนให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
บีโอไอคาดยอดขอลงทุน 9 แสนล้าน
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ในปี 2557 บีโอไอยังคาดว่าจะมีคำขอส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท เนื่องจากการที่รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังให้ความมั่นใจในการลงทุนภายในประเทศไทย
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถหารือกำหนดวันเลือกตั้งร่วมกันได้ในวันที่ 20 ก.ค. 2557 เป็นแนวโน้มการส่งสัญญาณที่ดีให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นการลงทุนภายในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
ตั้งอนุกรรมการประชุมทุกสัปดาห์เคาะโครงการที่ค้าง
ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอยังได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ เพื่อให้การพิจารณาโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถพิจารณาโครงการที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จทั้งหมด ภายใน 3-4 เดือน โดยคณะอนุกรรมการฯ จะเร่งประชุมกันทุกสัปดาห์เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกำหนด
สำหรับองค์ประกอบของอนุกรรมการฯ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 19 คน มีเลขาธิการบีโอไอเป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน
ให้สิทธิอนุกรรมการฯอนุมัติโครงการไม่เกิน750ล้าน
คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ มีอำนาจและหน้าที่พิจารณาโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 200-750 ล้านบาท และโครงการที่เป็นกิจการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ที่มีขนาดการลงทุนเกิน 200 ล้านบาท รวมทั้งพิจารณากลั่นกรองโครงการที่มีขนาดการลงทุนเกิน 750 ล้านบาท เพื่อเสนอบอร์ดบีโอไอพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าคณะอนุกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาและเสนอโครงการให้บอร์ดบีโอไอพิจารณาอนุมัติโครงการ
“คณะอนุกรรมการฯ จะทำงานในการกลั่นกรอง โครงการขอส่งเสริมการลงทุนฯโดยกำหนดให้มีการประชุมกันทุกสัปดาห์ โดยโครงการที่มีขนาดไม่เกิน 750 ล้านบาท คณะอนุกรรมการฯ สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ แต่โครงการที่มีขนาดเกินกว่า 750 ล้านบาทคณะอนุกรรมการฯจะส่งคำขอส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนให้บอร์ดบีโอไอชุดใหญ่พิจารณา โดยโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญ เช่น โครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่งทางน้ำ และทางอากาศ และโครงการขอส่งเสริมการลงทุนโรงไฟฟ้า เป็นต้น” นายประเสริฐ กล่าว
โครงการค้างพิจารณา 7.29 แสนล้าน
สำหรับตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ณ วันที่ 30 เม.ย. 2557 มีโครงการที่ขอการส่งเสริมการลงทุนและรอการพิจารณาอนุมัติทั้งสิ้น จำนวน 407 โครงการ รวมมูลค่า 729,001 ล้านบาท โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 750 ล้านบาท ซึ่งต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบีโอไอชุดใหญ่ จำนวน 136 โครงการ มูลค่ารวม 521,760 ล้านบาท และโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 750 ล้านบาท ที่สามารถให้คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ เป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องส่งให้บอร์ดบีโอไอพิจารณานั้น มีจำนวน 271 โครงการ มูลค่า 207,241 ล้านบาท
โดยหากแบ่งคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างการพิจารณา ตามรายหมวดอุตสาหกรรม 7 หมวด ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน 65 โครงการ วงเงินรวม 47,966 ล้านบาท 2.เหมืองแร่ เซรามิกส์ โลหะมูลฐาน 18 โครงการ วงเงินรวม 28,473 ล้านบาท 3.อุตสาหกรรมเบา 7 โครงการ วงเงิน 2,899 ล้านบาท 4.ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร ยานยนต์ 54 โครงการ วงเงินรวม 250,451 ล้านบาท 5.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 13 โครงการ วงเงินรวม 67,926 ล้านบาท 6.เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 11 โครงการ วงเงินรวม 34,957 ล้านบาท และ 7.บริการและสาธารณูปโภคจำนวน 239 โครงการ วงเงิน 296,329 ล้านบาท
ไตรมาสแรกยื่นขอลงทุนลด 13%
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. -มี.ค.) อยู่ที่ประมาณ 260,000 ล้านบาท รวมจำนวนกว่า 200 โครงการ ลดลง 13% เมื่อเปรียบเทียบกับปีจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุที่การขอส่งเสริมการลงทุนลดลงส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมือง นักลงทุนจึงอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไปก่อน ขณะที่การขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มีมูลค่า 50,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พบว่าแม้แนวโน้มการขอส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ จะลดลง แต่นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจในการลงทุนในไทยอยู่ โดย 3 เดือนแรกต่างชาติขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมามีที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติจำนวน 1.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในส่วนนี้ 4 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้นักลงทุนที่สนใจลงทุนในไทยอันดับ 1 คือ กลุ่มประเทศในยุโรป รองลงมา คือ ญี่ปุ่น และอันดับ 3 คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา
เบรกโรงงานชาเขียว "อิชิตัน"
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอในครั้งนี้ ได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน แก่บริษัท คาทูน นาที เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ ด้วยระบบที่ทันสมัย เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,291.88 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง
ส่วนการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป ที่เป็นการขอขยายการลงทุนเพิ่มเติม มูลค่า 2,600 ล้านบาทนั้น ที่ประชุมยังมีความสงสัยเรื่องตัวเลขการลงทุน โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้ใบชาในประเทศว่ามีจำนวนที่แท้จริงและมูลค่าเท่าใด จึงให้คณะอนุกรรมการฯ กลับไปทบทวนจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมและนำมาเสนอใหม่อีกครั้งหนึ่ง
"ตัน" ขอความชัดเจนจากรัฐ
นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ยอมรับว่า ทางบีโอไอได้ตีกลับโครงการขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มชาเขียว ภายใต้แบรนด์อิชิตัน ที่มีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากนี้บริษัทจะพิจารณาและหารือรายละเอียดใหม่อีกครั้งหนึ่ง
“โครงการขอขยายกำลังการผลิต จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 600 ล้านขวดต่อปี เป็น 1,000 ล้านขวดต่อปี รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต"
นายตัน กล่าวว่า ทางบีโอไอต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด เพราะว่าเงินทุนส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
"ต้องการให้ภาครัฐประกาศแจ้งล่วงหน้า ก่อนจะมีการยกเลิกคำสั่งใดๆ เพราะโครงการนี้ทางบริษัทได้เสนอเข้าไปให้พิจารณานานแล้ว เเต่เพิ่งได้รับการพิจารณา ซึ่งหากดำเนินการได้หรือไม่ได้ ทางบริษัทจะได้ปรับตัวได้ทัน เช่นเดียวกับในโครงการนี้ หากภาครัฐมีคำสั่งใหม่ออกมา ทาง อิชิตัน ก็อาจยื่นนำเสนอตัวเลขเข้าไปในบอร์ดอีกครั้งเร็วๆ นี้ หรือก็ไม่จำเป็น" นายตัน กล่าวทิ้งท้าย








