วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกโตแค่0.25% สูญ5.36แสนล้าน

การเมืองลากยาวไตรมาส4 ส่งออกโตแค่0.25% สูญ5.36แสนล้าน

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากการเมือง ต่อการส่งออก คาดแรงสุดถึงไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 0.25% กระทบยอดส่งออก 5.36 แสนล้านบาท ระบุศักยภาพการแข่งขันไทยร่วงเสียตลาดให้เพื่อนบ้าน กระทบสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากสุด

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิเคราะห์การส่งออกไทยในปีนี้ว่า จากการประเมินผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองต่อการส่งออก พบว่า ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาผลกระทบจากการเมืองทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปแล้ว 3,851 ล้านดอลลาร์ หรือ 125,774 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.57% ของการส่งออกรวมทั้งหมด

หากความวุ่นวายทางการเมืองยืดเยื้อไปจนจบไตรมาส 2 คาดว่าจะเสียรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 8,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 301,525 ล้านบาท ทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัว 3.42% ถ้าความวุ่นวายทางการเมืองยืดเยื้อไปตลอดไตรมาส 3 จะสูญเสียเม็ดเงินจากการส่งออกเพิ่มเป็น 11,473 ล้านดอลลาร์ หรือ 382,395 ล้านบาท การส่งออกทั้งปีจะโตเพียง 2.33% และในกรณีที่เลวร้ายสุดการเมืองยืดเยื้อไปจนสิ้นปี จะสูญเสียรายได้จากการส่งออก 16,216 ล้านดอลลาร์ หรือ 536,263 ล้านบาท จากยอดส่งออกรวมทั้งหมดประมาณ 7.7 ล้านล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตเพียง 0.25%

“จากการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาดไว้ที่ 3.6% การส่งออกของไทยในไตรมาส 1 จะต้องโต 5.7% และทั้งปีจะต้องโต 7-8% แต่จากตัวเลขที่แท้จริงในไตรมาส 1 การส่งออกไทยกลับ -1% หายไป 5-6% เนื่องจากศักยภาพการแข่งขันของไทยลดลงมาก อันเนื่องมาจากความไม่มั่นใจของผู้นำเข้าที่มีต่อประเทศไทย ทำให้หันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน และส่วนแบ่งการตลาดของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น และกิจกรรมการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทำได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่มีรัฐบาลที่แท้จริงออกไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ และกิจกรรมการตลาดของภาคเอกชนก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะผู้ซื้อต่างชาติไม่กล้าที่จะเดินทางมายังประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ต่างๆ คาดว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะจบลงในไตรมาส 2 ทำให้คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวในกรอบ 2.06-4.77% มีมูลค่า 2.33 -2.39 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 7.73 - 7.93 ล้านล้านบาท แต่ถ้าจะกำหนดประมาณการส่งออกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มองว่าการส่งออกในปีนี้จะโต 3.42% มีความเป็นไปได้ถึง 52% รองลงมาคาดว่าจะโต 2% มีความเป็นไปได้ 27%

สำหรับสินค้าที่กระทบมากที่สุดนั้น ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม แต่ถ้าการเมืองยืดเยื้อไปทั้งปี สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จะเป็นผลิตภัณฑ์ยาง เพราะประเทศมาเลเซียจะแย่งตลาดส่วนนี้ไป รองลงมาเป็นสิ่งทอ และเครื่องนุ่นห่ม โดยจะเสียตลาดไปให้ประเทศเวียดนาม ที่ในอุตสาหกรรมนี้มีอัตราเติบโตสูงมาก

จากการคำนวณแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ และจากการสอบถามกลุ่มผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรม พบว่าหากการเมืองยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี จะทำให้ความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยจะลดลงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน โดยส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยจะลดลงจาก 1.40% อันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ลดลงเหลือ 1.31% ร่วงลงมาอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

ในส่วนของค่าเงินบาทนั้น มีทิศทางที่อ่อนตัวลงจนถึงไตรมาส 3 จากนโยบายการทยอยลดคิวอี ของสหรัฐ รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้เกิดการไหลกลับของเงินทุนไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าไตรมาส 4 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับขึ้นมาแข็งค่าอีกครั้ง

จากการประเมิน คาดว่าในไตรมาส 2 ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 33.54 บาทต่อดอลลาร์ ไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 4 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยในไตรมาส 1 นั้น ประเทศมีการอ่อนของค่าเงินเป็นอันดับ 2 อ่อนตัวลง 6.20% เมื่อเทียบกับปีก่อน รองจากประเทศอินโดนีเซีย อ่อนค่าลง 13.26%

ด้านราคาสินค้าในตลาดโลก คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากประเทศจีนชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ทำให้คำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบต่างๆ ในตลาดโลกลดลงด้วย โดยในส่วนของราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ซึ่งคาดว่าน้ำมันตลาด WTI จะลดลงประมาณ 2.36% และน้ำมันตลาด Brent จะลดลง 3.46% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ส่วนทิศทางการส่งออกสินค้าของไทย ในแต่ละตลาดปี 2557 ตลาดหลักประเทศพัฒนาแล้ว การส่งออกไปตลาดหลักจะขยายตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนตลาดญี่ปุ่น คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้เล็กน้อย เนื่องจากนโยบายการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของญี่ปุ่น จะส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงแรกที่เริ่มปรับภาษี

ขณะที่ตลาดอาเซียนเก่า คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่การส่งออกไปอินโดนีเซียจะมีการขยายตัวต่ำกว่าตลาดอื่นในอาเซียน เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีแนวโน้มชะลอลงจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง ส่วนตลาดรอง มีแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวขึ้น การส่งออกไปเกาหลีมีแนวโน้มปรับตัวเป็นบวกจากการที่เศรษฐกิจเกาหลีมีแนวโน้มดีขึ้นจากนโยบายด้านการเงินภายในประเทศและตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น เช่นเดียวกับแคนาดาที่คาดว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะมีการขยายตัวเป็นบวกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของแคนาดา

ส่วนออสเตรเลีย คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ในระดับปานกลาง จากปัจจัยที่เศรษฐกิจออสเตรเลียมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงปีที่ผ่านมา

ด้านตลาดใหม่เป็นตลาดที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อการส่งออกไทยมากขึ้น จากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ที่ส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้น