"ปตท.สผ." เกาะติดราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลก พร้อมทบทวนแผนลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เผยกำไรไตรมาสแรก 1.24 หมื่นลบ ร่วง44%
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2557 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้เป็นผลมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง แม้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.98 แสนบาร์เรลต่อวัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.91 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยลดลงมาอยู่ในระดับ 64.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาขายอยู่ที่ 67.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ส่วนภาพรวมของสถานการณ์ราคาน้ำมันช่วงไตรมาสนี้ ยังคงผันผวนจากหลายปัจจัย โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 104.142 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 105.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 108.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสถานการณ์ความไม่สงบในยูเครนเป็นแรงกดดันหลัก และในช่วงที่เหลือของปี ยังคงมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั้งในด้านบวกและลบ
ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจจะกระทบต้นทุนพลังงาน และเศรษฐกิจในประเทศ ปตท.สผ.จึงได้ติดตามภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด พร้อมทบทวนแผนการดำเนินงาน ตลอดจนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งด้านการสำรวจ พัฒนา และการผลิต
นอกจากนี้บริษัทยังบริหารและการกลั่นกรองการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุนมีความเหมาะสม ทั้งในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่โครงการและการบริหารความเสี่ยง โดยมีการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบในการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน
รวมทั้งมีการทบทวนกลุ่มประเทศเป้าหมายสำหรับการขยายการลงทุน โดยจัดกลุ่มประเทศตามศักยภาพและความเหมาะสมให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ โดยวิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ เช่น ศักยภาพทางปิโตรเลียม ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ การแบ่งผลประโยชน์กับภาครัฐ ความเสี่ยงทางด้านการเมือง การดำเนินธุรกิจ และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
โดยในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างการถือสัดส่วนในโครงการ แคนาดา ออยล์ แซนด์ เคเคดี และได้เข้าร่วมทุนถือหุ้นใน 25% ในโครงการสำรวจปิโตรเลียมในบราซิล รวมทั้งได้เข้าซื้อบริษัทย่อย ของบริษัท เฮสส์ คอร์ปอร์เรชั่นในไทย ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัท ที่เน้นแสวงหาสินทรัพย์ที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตแล้ว เพื่อเพิ่มรายได้ ปริมาณการผลิต และปริมาณสำรองได้ทันที
"บริษัทได้มีการทบทวนแผนการจัดหาและพัฒนาการผลิตให้มีความสอดคล้องกับความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการประสานงานกับผู้ซื้อและ หน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวางแผนจัดหาพลังงานจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เร่งศึกษาโอกาสการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองให้ สอดคล้องกับความต้องการพลังงานของประเทศ และในปีนี้ยังได้ตั้งเป้าลดต้นทุนการดำเนินงานไว้ที่ 15 ล้านดอลลาร์ โดยในไตรมาสแรก สามารถลดต้นทุนได้แล้วประมาณ 7 ล้านดอลลาร์"








