วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บลจ.ลุยตั้งกองตราสารหนี้นอก

บลจ.หันจับตลาดลูกค้าระดับบน พาลงทุนตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ มอร์นิ่งสตาร์ระบุกระแสตอบรับดี เงินไหลเข้ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเงินลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงประเภท High yield bond ซึ่งเป็นตราสารที่ไม่ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated bond) หรือได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุน (Non-investment grade) แต่ก็ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงด้วยเช่นกัน ทำให้กลุ่มกองทุนกองทุนตราสารหนี้แบบที่กำหนดอายุโครงการ (Term Fund) โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูงได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมีอายุกองทุนประมาณ 3 - 6 เดือน เสนอขายกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เป็นหลัก โดยเงินลงทุนเริ่มต้นอยู่ระหว่าง 500,000 - 1,000,000 บาท โดยเสนอขายผ่านกองทุนรวมที่เสนอขายต่อผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited Investor Fund - AI Fund) ซึ่งเป็นกองทุนรวมรูปแบบใหม่ที่เสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อยทั่วไป

"ปัจจุบันมีผู้เล่นอยู่ในตลาดประมาณ 5-6 บลจ.นำโดยบลจ.กสิกรไทยและบลจ.ไทยพาณิชย์ซึ่งครองส่วนแบ่งกว่า 95% และทั้งหมดเน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น ตุรกี ,บราซิล ,รัสเซีย หรือมาเก๊า เป็นต้น อัตราผลตอบแทนคาดหวัง 3.0 - 3.5% ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนไทยเป็นอย่างดี"

นอกจากนี้กองทุนตราสารหนี้อีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมรองลงมาก็คือกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและกองทุนตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงยาวโดยมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 30,000 ล้านบาท และ 9,000 ล้านบาท ตามลำดับ

“ทั้งนี้เป็นผลมาจากความกังวลที่มีเพิ่มมากขึ้นต่อความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาประกอบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำทำให้มีเงินไหลมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพิ่มขึ้น และจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและดอกเบี้ยที่ต่ำยังน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของกองทุนตราสารหนี้อย่างต่อเนื่องในปีนี้”

นางสาวณัชชา สุนทรธาราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจซึ่งตอบโจทย์ได้ดีในสภาวะแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปี 2557 ตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดตราสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงเตรียมขายกองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท ยูเอส ไฮ ยิลด์ ฟันด์ (UOBSHY) และกองทุนเปิด ยูเอส ไฮ ยิลด์ ฟันด์ (USHY) โดยทั้ง 2 กองทุนจะลงทุนผ่านกองทุนหลักเดียวกันคือ เอเอ็กซ์เอ เวิลด์ ฟันด์ ยูเอส ไฮ ยิลล์ บอนด์ ยูเอสดี ฟันด์ ที่จัดตั้งและบริหารจัดการโดยเอเอ็กซ์เอ ฟันด์ แมเนจเม้นท์ เอสเอ (Luxembourg) โดยมี AXA Investment Managers บริหารกองทุน

ทั้งนี้กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐที่เน้นการประเมินพื้นฐานของบริษัทเป็นหลัก และเน้นการบริหารความเสี่ยงของการลงทุนในแต่ละตราสาร รวมทั้งให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุนกระจายไปกว่า 300 ตราสาร

“การลงทุนตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงของสหรัฐซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความซับซ้อนนับเป็นก้าวใหม่สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมในไทย ดังนั้นจึงต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการลงทุนของผู้จัดการกองทุน โดยกองทุนนี้เสนอขายให้กับนักลงทุนกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง (Accredited Investor) กำหนดยอดเงินลงทุนในครั้งแรกขั้นต่ำ 510,000 บาท (รวมค่าธรรมเนียมการขาย) ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของทางการ”

คลังออกบอนด์รายย่อย 4 พันล.ขาย 8 พ.ค.

ขณะที่นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สบน.จะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 4,000 ล้านบาท เสนอขายนักลงทุนรายย่อยทั่วไปผ่าน 4 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดขายเป็นระยะเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.นี้เป็นต้นไป โดยจะเปิดขายภายในงานมันนี่เอ็กซ์โปที่จะถึงนี้

"พันธบัตรที่เราเสนอขายนี้ นักลงทุนสามารถเข้าซื้อผ่านระบบเอทีเอ็มของ 4 ธนาคาร แต่ต้องไปเปิดบัญชี เพื่อทำการเข้าซื้อพันธบัตรต่อธนาคารที่เราต้องการใช้บริการก่อน"

นายสุวิชญ กล่าวว่า พันธบัตรออมทรัพย์เพื่อเสนอขายรายย่อยดังกล่าวจะมีอายุ 3 ปี กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อหนึ่งธนาคาร ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น จะมีการกำหนดก่อนวันขายอีกครั้ง แต่อัตราดอกเบี้ยจะไม่สูงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นก่อนที่มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมากถึง 3.85%

"การกำหนดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นก่อนที่อัตราสูงนั้น เป็นเพราะเราประกาศในช่วงก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.จะได้มีการประชุมตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งขณะที่ประกาศนั้น ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.25% แต่ขณะนี้ ดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับลดลงมาเหลือ 2% ฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่จะกำหนดในครั้งนี้ ก็ต้องสอดคล้องกับภาวะตลาด"