วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มารุต บูรณะเศรษฐกุล ประวัติศาสตร์หน้าใหม่'โออิชิ'

"โออิชิไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง เรามีไทยเบฟ เสริมสุข เอฟแอนด์เอ็น จุดหลักที่สำคัญคือ การอาศัยศักยภาพของกันและกัน"

อาจเป็นเหมือนหนังสือที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อนซ่อนกล และคงเป็นอะไรที่คุ้นเคยรู้กันของคู่แข่งขัน ดังนั้นสิ่งที่โออิชิจำเป็นต้องทำก็คือ เริ่มเขียนบทใหม่ ซึ่งมาจากมุมคิดที่แตกต่างอีกทั้งยังต้องถอดรหัสได้ยากยิ่งขึ้น

"มีความจำเป็นที่เราจะต้องทำตัวให้แตกต่างจากคู่แข่งให้ได้มากที่สุด ในสังเวียนเดียวกันหากเรายังทำเรื่องเดิมที่เคยทำ ก็เท่ากับคู่แข่งรู้เรา แต่เราไม่รู้เขา และเขาก็เดาทางของเราได้หมด เราต้องหาทางพลิกโฉมด้วยกลวิธีที่ไม่เหมือนเดิม และเปลี่ยนบทใหม่ให้กับโออิชิ" คือคำกล่าวในฐานะแม่ทัพคนใหม่ "มารุต บูรณะเศรษฐกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

เป้าหมายในการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้โออิชินั้นมีแนวทางอย่างไร

ซึ่งภายหลังจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารท่านนี้พอมีข้อสรุปว่า หมายถึง การปรับกระบวนการภายในที่มุ่งหวังการเชื่อมโยงทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่ตระหนักถึงสุขภาพ และกลยุทธ์การตลาดที่ต้องฉีกไปไม่คล้ายของคู่แข่ง

แน่นอนทุกความสำเร็จก็ต้องอาศัย "คน" และเรื่องนี้ยังคลี่ปมไปสู่คำตอบที่ว่าทำไมมารุตจึงถูกเลือกให้มานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของโออิชิ

ทำไมจึงได้รับความไว้วางใจ? เขาตอบคำถามนี้ว่าผู้ใหญ่คงมองเห็นความสามารถในการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ให้มาทำงานร่วมกันของตัวเขา เพราะธุรกิจภายใต้ร่มเงาของกลุ่มไทยเบฟแม้จะยิ่งใหญ่หรือเก่งกาจเพียงไรแต่ก็ไม่ได้หมายถึงความแข็งแกร่ง ขณะที่ต้องอาศัยหลักซินเนอยี่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์หนึ่งบวกหนึ่งต้องมากกว่าสอง

ไม่เช่นนั้นเทพนิยาย "แจ็คผู้ฆ่ายักษ์" ก็คงไม่ถูกเล่าขานกันมาจนถึงวันนี้

"อะไรคือทักษะสำคัญของผู้นำแห่งอนาคต ผมคิดว่าคนสำคัญที่สุด ตัวผมเองนั้นไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง ดังนั้นการทำงานต้องหาคนที่เราเชื่อว่าเราทำงานด้วยกันได้ เขามีใจให้เรา และเราก็เอาใจเขามาใส่ใจจึงจะทำให้งานเดินหน้าได้ และไม่ว่าอีกกี่สิบปีข้างหน้าเทคโนโลยีจะมีความไฮเทคแค่ไหนมันก็ไม่มีวันขับเคลื่อนธุรกิจให้เรา"

อันเป็นที่มาของสูตรจุดแข็ง+จุดแข็ง=ประสิทธิภาพ

" โออิชิไม่ได้อยู่ในสถานะยืนอยู่ลำพังเพียงคนเดียว จุดหลักที่ผมมองว่าสำคัญมาก ๆก็คือ การอาศัยศักยภาพของกันและกัน เรามีไทยเบฟ เรามี

เสริมสุข ล่าสุดคือเอฟแอนด์เอ็น"

แต่ที่ต้องผนึกกันให้เหนียวแน่นเป็นพิเศษเห็นจะเป็นโออิชิกับไทยเบฟ มารุตบอกว่าจุดแข็งของโออิชิอยู่ตรงด้านการตลาด มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ขณะที่การจัดจำหน่ายของไทยเบฟนั้นถือว่าแข็งแรงที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

"ผมมองว่าการดำเนินการของทั้งสองบริษัทยังไม่ได้แนบสนิทเป็นแผ่นเดียวกันเท่าที่ควร หน้าที่ของผมคือการเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดทีมงานที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ผมเชื่อว่าผมถูกส่งมาเพื่อแก้ไขในหลายๆ จุด เช่น การผสานการทำงานที่ต้องใกล้ชิดขึ้น ต้องทำให้การตลาดกับการขายเดินเคียงคู่กันไป เพื่อทำให้เงินที่ได้ลงทุนไปมีประสิทธิภาพมากที่สุด"

มารุตบอกว่าเขาลงไปดูแลกระบวนการในการเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด วิธีการก็คือ ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยปรึกษาหารือกันเพื่อการประติดประต่อแผนงานลายละเอียดที่ต่างคนต่างฝ่ายก็ต่างมีเพื่อไม่ให้ขาดจากกัน จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างก็ทำงานเป็นไซโล การตลาดฝั่งโออิชิคิดแต่เรื่องแคมเปญโปรโมทสินค้า ส่วนจัดจำหน่ายฝั่งไทยเปฟก็คิดแต่การวางแผนในเรื่องช่องทางกระจายสินค้าเท่านั้น

เคล็ดลับอยู่ที่การ empower คุยกันแบบพี่น้อง เปิดใจคนให้ยอมรับ ด้วยการลงไปร่วมทำงาน ร่วมเหนื่อย ร่วมลุย

"ผมอาศัยตีตั๋วเด็ก คือไม่ได้ยึดติดตำแหน่งใหญ่โต ถ้าเอาแต่สั่งๆ ๆ เราจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ผมลงไปทำงานกับเขา ลงไปขอความร่วมมือจากเขา ซึ่งทำให้เกิดการเปิดใจรับ ทำให้แผนงานที่เคยไม่สำเร็จ วันนี้กลับสามารถเดินหน้าได้เป็นดี"

แม้จะลงไปร่วมทำงาน แต่มารุตบอกว่า ส่วนตัวเขาไม่ชอบการใช้ "พระเดช" ที่ทำคือ มอบอำนาจให้กับทีมงานผู้ที่รับผิดชอบ ให้ได้มีอิสระสามารถตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง

"ข้างล่างก็เป็นตัวจักรสำคัญถ้าเขาไม่ทำงานให้ เราก็เหนื่อย ผมจะเปิดโอกาสพร้อมสนับสนุนให้ทีมงานเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ในการคิดหาแนวทางเพื่อมานำเสนออย่างรอบคอบ ตัวผมอาจฟีดแบ็คเติมมุมมองที่เขาอาจมองไม่เห็นให้ และเมื่อนำความคิดนั้นไปสร้างให้เกิดผลงานได้จริง ทุกคนก็จะ

แฮบปี้"

สำหรับมารุตมองว่าการเชื่อมโยงเป็นอะไรที่มากไปกว่าการให้ทุกคนมาพูดคุยกัน แต่หมายถึงการที่ตัวผู้บริหารต้องไปทำงานร่วมกับทุกคน อีกทั้งยังต้องมีความเชื่อมั่นว่าทีมงานทุกคนนั้นมีเจตนา มีความตั้งใจที่ดี แต่อาจมีความคิด หรือมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยการพูดคุยกัน หรืออาจต้องทะเลาะกันบ้าง และไม่ว่าอย่างไรก็ตามสุดท้ายต้องเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน และจับมือทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ถึงเป้าหมาย

ปลูกฝังความคิด ต้องร่วมกันสร้างความสำเร็จทั้งกระบวนการ

"เดิมทีหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนหรือเป้าหมายของฝ่ายตัวเอง หรือหากงานของตัวเองเสร็จสิ้นก็ถือว่างานสำเร็จ แต่ความสำเร็จสำหรับผมก็คือ ไม่ว่าจะวางแผนสวยหรูแค่ไหน จะสร้างสรรค์แค่ไหน มันต้องนำไปดำเนินการได้ และสำเร็จเสร็จสิ้นตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น จนกระทั่งสินค้าของเราไปวางจำหน่ายที่หน้าร้าน ไปถึงมือของลูกค้า อันหมายถึงงานบรรลุทั้งกระบวนการ"

มีวิธีวัดผลอย่างไร เขาบอกว่าแน่นอนยอดขายย่อมเป็นข้อพิสูจน์ แต่อีกจุดหนึ่งที่นำมาร่วมพิจารณาก็คือ ความพึงพอใจของทั้งคู่ค้า และ ลูกค้า

"ที่ผ่านมาผมและทีมงานเดินทางไปพบปะลูกค้าของเราในช่องทางโมเดิร์นเทรด เพื่อสอบถามความพอใจและประเด็นปัญหาที่เขามองว่าไม่ราบรื่น ยังสะดุดว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งการทำงานที่แพ็คไปด้วยกัน ช่วยทำให้ทุกฝ่ายรับรู้ปัญหาและช่วยกันแก้ไขได้ในเวลานั้นหรือภายในไม่กี่วันหลังจากนั้น"

การเชื่อมโยงไม่มีกรอบเวลากำหนด ไม่มีจุดจบ

"ผมว่าเรื่องนี้ไม่มีเวลาว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ แต่มันต้องทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรม หรือพื้นฐานในการทำงานให้เป็นแบบนี้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ทำให้น้องๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนเข้ามาทำงานได้เห็นและเรียนรู้ได้ว่าเขาต้องพูดคุยทำงานกับคนอื่น ไม่อาจคิดแบบเอกเทศ"

เมื่อต้องทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด จำเป็นที่โครงสร้างการบริหารงานของโออิชิต้องเป็นเช่นเดียวกันกับไทยเบฟหรือไม่

"ไม่มีการครอบซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง อย่างไทยเบฟเขาอาจเป็นเหมือนเสื้อผ้าที่เป็นทางการ แต่โออิชิจะออกแนววัยรุ่น ทะมัดทะแมง และโออิชินั้นเวลาทำอะไรต้องอาศัยการเคลื่อนที่เร็ว ทำอะไรต้องไดนามิค เพราะเราต้องตอบสนองการตลาดที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง"

อะไรคือเคล็ดลับการตัดสินใจ เมื่อหัวใจของธุรกิจคือการคิดเร็วทำเร็ว

"ต้องอาศัยข้อมูล จะเอาแค่อารมณ์ความรู้สึกคงไม่ได้ และการตัดสินใจคงไม่เป๊ะหรือถูกทุกครั้ง แต่ถ้ารู้สึกแหม่งๆ ต้องรีบแก้ไขทันที เช่น เมื่อทำโปรโมชั่นออกไปซึ่งตอนแรกก็คิดว่าดีแล้วแต่ในสถานการณ์จริงกับไม่เป็นไปตามเป้า ก็รีบนำมาปรับ โดยไม่ตัดสินใจที่จะสรุปว่ามันเฟล ต้องเปลี่ยนใหม่หรือโทษกันและกัน"

ข้างในเป็นปึกแผ่น ข้างนอกก็ต้องโดดเด่น แตกต่าง จากมุมมองของคนภายนอก Outside-in ด้วยแผนการตลาดที่สร้างสรรค์

มารุตบอกว่า เรื่องนี้จะทะยอยส่งออกมาให้สาธารณชนได้เห็น ได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและใส่ใจในสุขภาพ ซึ่งจะยังคงรักษามาตรฐาน คุณภาพไว้อย่างเหนียวแน่น รวมไปถึงการโฆษณาและแผนโปรโมชั่นต่าง ๆ และแม้กระทั่งกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือการคืนกลับสังคม

ทุกสิ่งที่กล่าวมาต้องลงเอยให้คนอุทานว่า "ว้าว" หากว่าไม่ โออิชิคงจะไม่มีประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างแน่นอน