"เคเค"ลดพอร์ตรายย่อย หลังเศรษฐกิจหดตัวเหลือ 1.1% กระทบกำลังซื้อรากหญ้า ลดเป้าสินเชื่อเหลือ 9.5% ขณะที่สินเชื่อรายย่อยไตรมาสเหลือ 67%
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองทำให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้มีการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจลงจาก 4% เหลือ 1.1% โดยจีดีพีที่ลดลงไป 3% หรือเงินในระบบหายไป 4-5 แสนล้านบาท
"ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อน คือ กลุ่มรากหญ้า และกระทบมาถึงสินเชื่อผู้บริโภคก่อน โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน โดยจะเห็นได้ว่าในไตรมาสแรกแบงก์กำไรลดลง ส่วนใหญ่จะเป็นแบงก์ที่มีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยค่อนข้างมาก ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อบุคคล"
ในส่วนของธนาคารที่ผ่านมา มีการพึ่งพิงสินเชื่อเช่าซื้อค่อนข้างมาก แต่ธนาคารได้เพิ่มความระมัดระวังตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจที่มีความเสี่ยงจะเติบโตช้าลง ซึ่งปีนี้ธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายสินเชื่อลงเหลือ 9.5% จากก่อนหน้านี้ที่ตั้งไว้สูงกว่า 20% สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในปีนี้จะเป็นการเติบโตของสินเชื่อบรรษัทที่ธนาคารเพิ่งหันมาให้ความสำคัญในปีนี้ ซึ่งหากไม่รวมสินเชื่อสินเชื่อบรรษัทที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาทออกแล้วจะเห็นว่าสินเชื่อของธนาคารในปีนี้ขยายตัวเพียง 4% เท่านั้น
ทั้งนี้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาการขยายสินเชื่อที่เติบโตในระดับ 3.6% มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่ไปกว่า 6,000 ล้านบาท และทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยปรับลดลงมาจาก 70% เหลือ 67% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อยังเป็นสินเชื่อหลักของธนาคาร โดยจะหันมามุ่งเน้นสินเชื่อรถใหม่มากขึ้นโดยเฉพาะรถที่มีแบรนด์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
"ในภาวะเช่นนี้ไม่รู้การเมืองจบเมื่อไรและอย่างไร ซึ่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศมีสูง ปีนี้จึงไม่ใช่ปีที่จะเร่งการเติบโต แต่จะระมัดระวังรักษาเงินกองทุนและสินทรัพย์ให้ดีที่สุดเพื่อผ่านมรสุมไปให้ได้ แต่สินเชื่อเช่าซื้อก็ต้องดู ไม่ใช่เหมารวมว่ามีความเสี่ยงทั้งหมด เราดูในรายละเอียดว่าอันไหนเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เช่นรถใหม่หรือรถเก่าความเสี่ยงก็ต่างกัน หรือตัวผู้กู้แบบไหนที่เสี่ยง ช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันสูงบางธนาคารให้วงเงินสินเชื่อสูงถึง 100% แต่ขณะนี้ก็ปรับลดลง ตอนนี้วงเงินสำหรับรถใหม่ 75% ถ้ารถเก่า 80%"
สำหรับแนวโน้มราคารถยนต์มือสองในไตรมาสแรกยังคงปรับลดลงเนื่องจากค่ายรถยังมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่และโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคารถเก่ายังปรับลดลงได้อีก จากก่อนหน้านี้ที่ลดลงไปแล้ว 25-30% แต่เชื่อว่าราคาน่าจะหยุดปรับลดลงและคงไม่ลดมากไปถึง 50%
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลในไตรมาสแรก ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในสิ้นปีที่ผ่านมาเป็น 4.2% ในช่วงที่เหลือธนาคารจะเร่งกระบวนการในการเจรจากับลูกหนี้ยึดรถและเร่งประมูลรถออกให้เร็วที่สุด เพื่อควบคุมระดับเอ็นพีแอลไม่ให้สูงไปมากกว่านี้
นอกจากนี้ธนาคารจะพยายามควบคุมต้นทุนเงินฝาก โดยจะเร่งขยายฐานเงินฝากออมทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 25% ในสิ้นปีนี้ จากสิ้นปี 2556 ที่มีเพียง 12% เท่านั้น และในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาสามารถเพิ่มสัดส่วนของเงินฝากออมทรัพย์เป็น 18% แล้ว เนื่องจากเงินฝากออมทรัพย์มีต้นทุนที่ต่ำกว่า








