วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนหวังค้าชายแดนช่วยพยุงศก.

เอกชนหวังค้าขายชายแดนช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย และนายนิยม ไวยรัชพาณิช รองประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะอำนวยการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมกันแถลงข่าว "ความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์การค้าชายแดนของไทย"

ท่ามกลางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากปัญหาความยืดเยื้อทางด้านการเมือง ภาคเอกชนต้องหาทางออก โดยมองว่าการค้าชายแดนจะช่วยตอบโจทย์เศรษฐกิจภายในที่ฝืดเคืองลงได้

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง โดยเศรษฐกิจภายในที่ชะลอตัว ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ ต้องพึ่งพาการส่งออกโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและการค้าชายแดนที่ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2557 หอการค้า คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในปีนี้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ได้ไม่น้อยกว่า 7% ภายหลังจากที่มูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านฝน 2 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 7.23% โดยมีมูลค่าการส่งออก 99,256 ล้านบาท โดยเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าชายแดนไทย - พม่า 24.27% รองลงมาเป็นการเติบโตมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มขึ้น 14.17% มูลค่าการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 9.04% และมูลค่าการค้าชายแดนไทย - มาเลเซียเพิ่มขึ้น 0.24%

การค้าชายแดนสามารถเพิ่มมากขึ้นได้ ไม่น้อยกว่าปีละ 10% หากสามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นด่านการค้าบางแห่ง เช่น ด่านสะเดา จ.สงขลา ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว ที่มีมูลค่าการค้าปีละหลายแสนล้านบาท ที่ปัจจุบันมีความแออัดจนทำให้การขนส่งสินค้าและผ่านแดนล่าช้า ทั้งนี้รัฐบาลจัดสรรงบ 1.4 หมื่นล้านในการปรับปรุงด่านโดยอยู่ในวงเงินกู้ 2 ล้านล้าน แต่พ.ร.บ.เงินกู้ไม่สามารถใช้ได้ รัฐบาลจึงควรใช้วิธีจัดสรรงบประมาณปกติ หรืออาจใช้วิธีส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนร่วมภาครัฐ-ภาคเอกชน (Public Private Partnership: PPP)

"วงเงิน 1.4 หมื่นล้าน ไม่มากเทียบกับมูลค่าการค้าเป็นแสนล้านบาท อย่างด่านสะเดาปัจจุบันมูลค่าการค้า 3 แสนล้านบาทต่อปี หากลงทุนเพิ่มก็สามารถเพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาทต่อปีได้ หรือหากให้เอกชนเข้าลงทุนหากรัฐไม่ทำ เชื่อว่าคืนทุนได้อย่างรวดเร็วภายใน 5 -7 ปี" นายอิสระกล่าว

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่ามูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หากเปรียบเทียบการค้าระหว่างเพื่อนบ้านกับประเทศอื่นๆ ยังถือว่าน้อยอยู่ เช่น ไทยกับมาเลเซียมีการค้าขายกันเพียง 5.9% หรือประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น ขณะที่มาเลเซียมีมูลค่าการค้าขายกับโลกสูงถึง 15 ล้านล้านบาทต่อปี

"กระทรวงพาณิชย์ควรตั้งทีมงานไปเจรจาเพิ่มเติมและตั้งเป้าการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้เพิ่มมากขึ้น"

เขาต้องการให้หน่วยงานภาครัฐหรือส่วนราชการช่วยเร่งรัดและผลักดัน สำหรับเรื่องการส่งเสริมการค้าชายแดน 7 ข้อได้แก่ 1. ในการประชุมทวิภาคีของกระทรวงพาณิชย์กับประเทศเพื่อนบ้าน (JTC) รัฐบาลทั้งสองฝ่าย ควรจะเพิ่มเป้าหมายตัวเลขการค้าเพิ่มขึ้นในแต่ละปีให้แน่นอน และควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่ายให้ภาคเอกชนร่วมผลักดันให้เป็นไปตามเป้า

2. ควรขยายเวลาในการ เปิด-ปิด ด่านให้มีเวลาในการทำการค้าแต่ละวันเพิ่มมากขึ้น 3. ขอให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการเปิดทางอนุมัติเฉพาะคราว ตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2480 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการขนส่ง

4. ขอให้รัฐบาลเจรจาเร่งออก พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิบัติตามความตกลงได้ 5. ขอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันยกฐานะจุดผ่อนปรนทางการค้าที่มีศักยภาพให้เป็นด่านถาวรให้มากที่สุด

6. เพื่อให้ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาซื้อสินค้าบริเวณชายแดนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรอนุญาตให้ใช้เงินสกุลของประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณชายแดนได้ โดยเฉพาะกับประเทศเมียนมาร์ และ 7. ขอให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว เส้นทาง 5 เชียง ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย เชียงตุง เชียงรุ้ง เชียงทอง หรือ หลวงพระบาง