เอ็กโกรุกขยายลงทุนต่างประเทศ ปักหมุด ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย เหตุความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงแถม ราคาค่าไฟดี พร้อมศึกษาพลังงานทดแทนในญี่ปุ่น
นายพรชัย รุจิประภา ประธานคณะกรรมการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า หรือเอ็กโก (EGCO) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมีนโยบายขยายการลงทุนไปในต่างประเทศต่อเนื่องทั้งการซื้อกิจการที่มีการผลิตอยู่แล้ว และการลงทุนสร้างใหม่ เพราะในต่างประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามบริษัทจะมีการพิจารณาในเรื่องความเสี่ยงประกอบด้วยว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ โดยผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยงจะต้องอยู่ในระดับ 15-16% เป็นต้น
ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทศึกษาการลงทุนในหลายประเทศ ทั้งลาว ฟิลิปปินส์ พม่า อินโดนีเซีย แต่ความสนใจหลักๆ จะอยู่ที่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และลาว นอกจากนี้ยังศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งแดด และลมในประเทศญี่ปุ่น เพราะหลังจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีปัญหา ทางญี่ปุ่นก็จะหันมาส่งเสริมพลังงานทดแทนมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งบริษัทก็มีพันธมิตรในญี่ปุ่นอยู่แล้ว 2 ราย คือการไฟฟ้าญี่ปุ่น (เทปโก้) และกลุ่มมิตซูบิชิ
อย่างไรก็ตามการลงทุนในญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดคือเรื่องราคาที่ดินในญี่ปุ่น ค่อนข้างแพง ประกอบกับทางญี่ปุ่นมีนโยบายส่งเสริมกิจการในประเทศก่อนจึงต้องดูว่าโครงการมีความเป็นไปได้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับโครงการในประเทศอื่นๆ ประกอบกันด้วย
"การลงทุนในต่างประเทศ เอ็กโกจะมีการคุยกับทางบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ก่อนว่าใครจะไปลงทุนในกิจการใด เพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน หรือแข่งขันกันเองเหมือนที่ผ่านมา เพราะทั้ง 2 บริษัท ต่างก็เป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. โดยหากโครงการใดสนใจที่จะลงทุนเหมือนกัน ก็จะร่วมลงทุนด้วยกัน คาดว่าจะได้เห็นความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัทมากขึ้น"
ทางด้านนายสหัส ประทักษ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กโก กล่าวว่า การออกไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัท จะมุ่งความสนใจไปที่ประเทศ อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์เป็นหลัก ซึ่งในขณะนี้มีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติกรอบแนวคิดการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในโครงการเคซอน ส่วนต่อขยายที่ ฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ โดยหากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการที่วางไว้ คาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในปี 2562
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.เคเคเทรด คาดว่า กำไรสุทธิของเอ็กโกปีนี้จะเติบโตประมาณ 3% จากปีก่อนหน้า แม้รายได้โรงไฟฟ้าหลักจากระยองจะลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของสัญญาขายไฟ แต่เอ็กโก ยังมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 4 โครงการ ซึ่งทยอยเริ่มผลิตในปี 2556 ที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เริ่มผลิตในเดือนเม.ย.แม้จะมีกำลังการผลิตเพียง 2% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่มีกำไรสุทธิคิดเป็น 8.2 %ของประมาณการกำไรในปี 2557 เนื่องจากเป็นโครงการที่มีอัตราค่าไฟที่รัฐบาลส่งเสริมในรูปแบบค่าไฟส่วนเพิ่ม หรือแอดเดอร์ (Adder)
อย่างไรก็ตามประมาณการกำไรสุทธิอาจจะถูกปรับลดลง จากผลกระทบของการใช้ระบบมาตรฐานบัญชีใหม่ แต่เอ็กโกก็ยังเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5%ต่อปี จากแนวโน้มกำไรสุทธิที่ทรงตัวในช่วงปี 2557-2558 กำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตก้าวกระโดดในปี 2559 หลังโรงไฟฟ้าขนอมใหม่เริ่มผลิต ในเดือน มิ.ย.2559 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ โดยระยะยาวบริษัทมีเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 36% จากปัจจุบัน 4.5 พันเมกะวัตต์ เป็น 6.1 พันเมกะวัตต์ ในปี 2562 ทำให้คาดว่าบริษัทจะมีการเติบโตของกำไรในอัตรา 6% ต่อปี









