หุ้นทีม "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 เดือน หลังการปลด "เดวิด มอยส์"
หุ้นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีมูลค่าพุ่งสูงสุดในรอบ 11 เดือน ภายหลังการประกาศปลด เดวิด มอยส์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด เปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐ ในราคา 17.90 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 572 บาท) ปรับตัวสูงสุดที่ 18.60 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 595 บาท) ซึ่ง ณ ราคาดังกล่าว หุ้นทั้งหมดของแมนฯ ยูไนเต็ด จะมีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 96,000 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นจากวันก่อนที่ มอยส์ ยังคงคุมทีมอยู่ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท)
ทั้งนี้ ราคาหุ้นทีมดังในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ไต่ระดับขึ้นไปเกินกว่า 18.00 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ถือเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2013 เป็นต้นมา โดยราคา ณ เวลานั้นเท่ากับ 18.02 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2013 ภายหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด
โจเซป กวาร์ดิโอลา กุนซือของบาเยิร์น มิวนิค แชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี ยืนยันไม่สนใจที่จะรับงานคุมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด แทน เดวิด มอยส์ ที่ถูกปลดจากตำแหน่ง โดย กวาร์ดิโอลา ระบุว่า ยังอยู่กับบาเยิร์นฯ และต้องการเวลามากกว่านี้ เพื่อให้รู้สึกว่า ทีมนี้คือทีมของเขาจริงๆ พร้อมกับทิ้งท้ายว่า การสั่งปลด มอยส์ พ้นเก้าอี้กุนซือ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวงการฟุตบอลในปัจจุบัน โดยมองว่า ช่วง 5-15 ปีที่ผ่านมานั้น สำหรับสโมสรใหญ่ๆ หากพาทีมแพ้ มีสิทธิต้องตกงาน เพราะสำหรับทีมยักษ์ใหญ่แล้ว ชัยชนะคือสิ่งสำคัญที่สุด
สำนักข่าวเอพีของสหรัฐ ได้ไปสัมภาษณ์แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด ในเมืองไทย หลังทราบข่าวการปลด เดวิด มอยส์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด โดยนายพลกิต เจริญภิญโญ แฟนบอลวัย 19 ปี ที่เชียร์แมนฯ ยูไนเต็ด มา 4 ปี กล่าวว่า เขามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะผลงานของทีมรักไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ตั้งแต่ มอยส์ มารับงานคุมทีมแทน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เช่นเดียวกับนายสุรเดช แสงจันทร์ แฟนบอลวัย 25 ปี กล่าวว่า มอยส์ ได้รับโอกาสมากพอแล้ว แต่กลับทำผลงานได้ตกต่ำ ส่วนกุนซือคนต่อไปนั้น ขอเป็นคนที่ทำงานหนัก เพื่อพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง









