เอเซียพลัสลดการพึ่งพารายได้ค่าคอมมิชชั่น หลังวอลุ่มตลาดซบ เดินหน้าร่วมลงทุน 3 ธุรกิจ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงแรม และบริหารแบรนด์ร้านอาหาร
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส (ASP) กล่าวว่าการที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนและวอลุ่มในตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง บริษัทจึงมีแผนที่จะหันไปร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีการเติบโตสูง ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการลงทุนระดับร้อยล้านบาทขึ้นไป เพื่อที่จะช่วยประคองรายได้ของบริษัท
"บล.เอเซียพลัสเห็นโอกาสการเข้าลงทุนโดยการลงทุนบริษัทที่มีการเติบโตอยู่แล้ว บางบริษัทมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท เรามองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งปัจจุบันขนาดการลงทุนของบริษัทถือว่าน้อยมาก แต่ในอนาคตจะมีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องและช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์”
เขากล่าวว่า การเข้าไปลงทุนนั้น บริษัทจะพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ และเข้าลงทุนในระยะยาว และจะเข้าไปลงทุนกับ กลุ่มไฮเน็ตเวอร์ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ปัจจุบันบริษัทลงทุนในการถือหุ้นทุน ใน 3 บริษัทที่มีอนาคตการเติบโตที่ดี ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลม ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะเข้าทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2558 ธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาวที่ซึ่งให้บริการในประเทศ และกำลังจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ เออีซี มีจุดเด่นที่ผู้บริหาร เป็นชาวต่างประเทศมีความสามารถสูง และธุรกิจที่บริหารแบรนด์ร้านอาหาร โดยเข้าร่วมถือหุ้นกับมหาเศรษฐีต่างประเทศ ติดอันดับนิตยสาร ฟอร์บส์ เพราะมองว่าการเติบโตของเงินทุนในส่วนนี้จะไม่ต่ำกว่าปีละ 25%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนใหม่ จากเดิมที่ระดับ 10 % เนื่องจากปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อและยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายตัวลง แต่จะรอดูผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ก่อนจะมีการปรับประมาณการอีกครั้ง
ทั้งนี้ หากปัญหาการเมืองสามารถจบลงได้ในครึ่งปีแรก จะส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียน แต่หากยืดเยื้อต่อเนื่องไป จนถึงต้นปี 2558 จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก พลาดโอกาสสำคัญที่ประเทศไทย จะได้รับอานิสงส์ของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในช่วงปลายปี 2558 ส่งผลต่อการเติบโตระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานที่ดีในปีนี้ ส่วนใหญ่จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา และปีนี้อาจมีการเติบโตลดลง แต่เริ่มเห็นบริษัทจดทะเบียนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีในการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) รายงานว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บล.เอเซียพลัส นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ อันดับที่ 13 โดยมีส่วนมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ที่ 3.38% ลดจากปี 2556 มีอันดับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ 10 มีส่วนแบ่งทางการตลาด ที่ 4.13 %
ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศ และ มีโอกาสลากยาวมา 6 เดือนหลังของปี 2557 ซึ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ซึ่งจะยิ่งกดดันให้การพิจารณางบประมาณในปีถัดไปคือ 2558/2559 ยิ่งล่าช้าออก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) อีกครั้ง ภายในเดือน มิ.ย. (เป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้าประเมินว่าจะขยายตัว 2.7% เนื่องจากเกิดความคลาดเคลื่อนของสมมติฐานในการประมาณการครั้งก่อน โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลได้ทันในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2557 เป็นต้น
อย่างไรก็ตามคาดว่า ธปท. จะปรับลด GDP Growth มาที่ 2% ใกล้เคียงกับตลาดที่ปรับลดไปก่อนหน้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ตลาดจะไม่มี panic นอกจากนี้เชื่อว่าธปท. น่าจะยืนดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ต่อไป เพราะหากพิจารณา อัตราเงินเฟ้อ ล่าสุดใน มี.ค. อยู่ที่ระดับ 2.11% (ทำให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิเป็นลบ) และเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะทรงกับขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มขยับขึ้นกับเศรษฐกิจโลก และ ราคาเนื้อสัตว์ (ราคาหมู และ ไก่) น่าจะเริ่มขยับขึ้นเนื่องจากใกล้ฤดูกาลเปิดเทอมฯ จึงคาดว่าการประชุม กนง. ใน 23 เม.ย. ยังยืนดอกเบี้ยไว้ที่เดิม ซึ่งเชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะให้น้ำหนักเป็นกลาง
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นบล.เอเซียพลัส เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2556 ราคาปิดตลาดที่ 3.50 บาท ลดลง 0.04 บาทคิดเป็น1.13%มูลค่าการซื้อขายรวม 10.66 ล้านบาท








