เงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะที่ หุ้นไทยทรงตัวจากแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัท
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีสภาพคล่องไหลกลับสู่ระบบหลังวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์และเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 21-25 เม.ย. 2557 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.00% ในการประชุมวันที่ 23 เม.ย. นี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.13% ในวันศุกร์ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.21% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังจากตลาดเปิดทำการซื้อขายในวันพุธ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติหลังถ้อยแถลงของประธานเฟด กล่าวถึงแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.72% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.62% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่ง ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงกลางสัปดาห์จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน รวมทั้ง คำแถลงของประธานเฟดที่ส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไร
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด (อาทิ ยอดค้าปลีก และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค.) อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับแรงซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ ตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 1/57 ของจีนที่ชะลอตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็เป็นปัจจัยบวกของเงินบาท และสินทรัพย์/สกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (18 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.18 เทียบกับระดับ 32.26 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 เม.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (21-25 เม.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย และผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. (23 เม.ย.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครายงานโดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนเม.ย. ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนมี.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตารายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ (เบื้องต้น) เดือนเม.ย. และความคืบหน้าในการแก้ไขสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครนด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรอ่อนค่าลง โดยเงินยูโรเผชิญแรงเทขายช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และเจ้าหน้าที่ ECBท่านอื่นๆ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินอีก หากการแข็งค่าของเงินยูโรส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัวในระดับต่ำยาวนาน อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินยูโรเป็นไปอย่างจำกัดในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ เองก็ได้รับแรงกดดันจากมุมมองของประธานเฟดที่บ่งชี้ว่า ท่าทีนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จะยังคงเป็นเชิงผ่อนคลาย เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน
เงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยถูกกดดันจากสัญญาณการเข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่นของกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่น สวนทางกับเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ (ยอดค้าปลีกเดือนมี.ค. ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนเม.ย.) นอกจากนี้ ความหวังที่ว่าจะมีวิธีทางการทูตยุติเหตุรุนแรงในยูเครน ก็กระตุ้นแรงเทขายเงินเยน (ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย) ออกมาในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (18 เม.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3818 เทียบกับ 1.3883 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 เม.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.38 เทียบกับ 101.59 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ทรงตัวจากแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัท โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,409.18 จุด เพิ่มขึ้น 1.44% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 23.39% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 29,660.70 ล้านบาท โดย นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 409.38 จุด เพิ่มขึ้น 1.65% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการในวันพุธ หลังจากวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ จากแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรในผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 1/2557 ของนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดีเกินคาดเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุน
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 21-25 เม.ย. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจปรับตัวผันผวน จากแรงขายทำกำไร ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,395 และ 1,380 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,424 และ 1,440 จุด ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับตัวเพิ่มขึ้นรับข้อมูลเศรษฐกิจและการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีเกินคาด โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,408.54 จุด เพิ่มขึ้น 2.38% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยได้แรงหนุนจากยอดค้าปลีก การรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง รวมทั้ง ถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ส่งสัญญาณถึงการรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในวันศุกร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Good Friday
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ฟื้นตัวขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใส โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,516.27 จุด เพิ่มขึ้น 3.98% จากสัปดาห์ก่อน ตล าดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงในวันจันทร์ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากยอดค้าปลีกและการรายงานผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯที่สดใส ประกอบกับ ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นที่สนับสนุนให้กองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่นลงทุนในหุ้นเพิ่ม








