วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลี่ปมขาดทุน "หมื่นล."การบินไทย

การบินไทยกับปมบริหารต้นทุนชนวนขาดทุน 1.2 หมื่นล้านบาท หนี้พุ่ง 2.5 แสนล้าน สิ้นปี57ส่อแววขาดทุนต่อเนื่อง เหล่ากูรูแวดวงตลาดหุ้นเชื่อเช่นนั้น

“การบินไทย “ขาดทุน” เพราะอะไรกันแน่ !?”

ปมสงสัยเหล่านี้ถูกตั้งเป็นกระทู้ “ฮอตฮิต” ในโลก Social Network แม้ “โชคชัย ปัญญายงค์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (รักษาการ) บมจ.การบินไทย หรือ THAI ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแทน “สรจักร เกษมสุวรรณ” เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2557 จะพยายามแจกแจงรายละเอียดของงบการเงินประจำปี 2556 แทน “สรจักร” ที่เป็นคนบริหารจัดการไว้ แต่คงยากหากจะให้นักลงทุนทำใจเชื่อ!! เพราะในขณะที่ “การบินไทย” บริหารขาดทุน 12,047 ล้านบาท แต่ “สายการบินแอร์เอเชีย” และ “สายการบินนกแอร์” กลับมี “กำไรสุทธิ” 1,042 ล้านบาท และ 1,066 ล้านบาท ตามลำดับ

“การบินไทย” เผยงบการเงินปี 2556 ด้วยการแสดงตัวเลข “ขาดทุน” 12,047 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนขาดทุนสุทธิ 5.82 เปอร์เซ็นต์ และรายได้รวม 212,441 ล้านบาท เทียบกับปี 2555 ที่มี “กำไรสุทธิ” 6,228 ล้านบาท และมีรายได้รวมจำนวน 213,893 ล้านบาท

บริษัทอธิบายถึงสาเหตุหลักของการ “ขาดทุน” ว่า เกิดจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งรวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้วจำนวน 224,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,108 ล้านบาท คิดเป็น 8.8 เปอร์เซ็นต์

ค่าใช้จ่ายรวมดังกล่าว แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 209,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,601 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ เช่น ค่าน้ำมันเครื่องบินจำนวน 80,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,044 ล้านบาท ซึ่งค่าน้ำมันเครื่องบินคิดเป็น 35.9 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายรวม และค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายบุคลากร ผลประโยชน์พนักงาน ค่าตอบแทนผู้บริหาร และกรรมการจำนวน 33,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,559 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.9 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมี “ผลขาดทุนจากการด้อยค่า” จำนวน 5,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 603.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการขาดทุนจากการด้อยค่าเครื่องบิน 5,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,911 ล้านบาท หลังในปี 2556 มีการตั้งสำรองด้อยค่าเครื่องบิน 11 ลำ คือ A340-500 จำนวน 4 ลำ A300-600 จำนวน 3 ลำ และ B737-400 จำนวน 4 ลำ ซึ่งในปี 2555 มีการตั้งสำรองด้อยค่าเครื่องบินเพียง 2 ลำ

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมี “ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” จำนวน 3,895 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมี “ต้นทุนทางการเงิน” จำนวน 6,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับยังมี “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ” 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 332 ล้านบาท หลังบริษัทมีการตั้งสำรองค่าเผื่ออะไหล่เครื่องบินเสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 353 ล้านบาท

หลังบริษัทแจงฐานะการเงินปี 2556 เหล่านักลงทุนเกิด “อาการงง” ต่อผลขาดทุนในรอบนี้ นั่นเป็นเพราะบทสรุปผลการดำเนินงานของผู้บริหารที่นำส่งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สวนทางกับตัวเลขการเงินที่ออกมา หลังผู้บริหารอธิบายว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกายังชะลอตัว แต่เศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรปเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยที่เริ่มตั้งแต่ในไตรมาส 2/2556 และต่อเนื่องมาจนถึงช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556

ขณะที่ประเทศแถบเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน หลังการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ประกอบกับการใช้นโยบายของภาครัฐ เช่น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน เป็นต้น ส่งผลให้ความต้องการเดินทาง และการขนส่งสินค้าทางอากาศของโลกมีการขยายตัวจากปีก่อน

โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของปริมาณการขนส่งด้านผู้โดยสาร 5.2 เปอร์เซ็นต์ และมีการเติบโตโดยเฉลี่ยของปริมาณการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์เพิ่มจากปีก่อน 1.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสายการบินในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในสายการบินของกลุ่มนี้ มีปริมาณการขนส่งด้านผู้โดยสารในเส้นทางบินต่างประเทศสูงขึ้นจากปีก่อน 5.2 เปอร์เซ็นต์

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ บมจ.การบินไทย “ขาดทุนหนัก” เพราะเมื่อปี 2551 บริษัทเคยขาดทุนหนักถึง 21,000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเป็นหลัก”

งบการเงินออกไม่นาน นักวิเคราะห์พากันออกมาแนะนำให้ “ถือ” หรือ “ขาย” หุ้น การบินไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/2557 อาจตกอยู่ในมุมลบ เนื่องจากอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารอาจลดลงมาอยู่ระดับ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 79.8 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยอาจลดลง หลังเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา อาจลดลงต่อเนื่อง ฉะนั้นโอกาสที่ไตรมาสแรกของปี 2557 จะ “ขาดทุน” มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2556 มีสูง

กูรูตลาดหุ้นหลายรายให้ความเห็นคล้ายกันว่า ความผิดพลาดในการวางแผนจัดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพื่อรองรับการสั่งซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ตามแผนจัดซื้อระยะยาว 15 ปี จำนวน 81 ลำ โดยการบินไทยจะรับมอบเครื่องใหม่ (Productivity) เพิ่มขึ้นทุกปี ถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพ-เชนได ประเทศญี่ปุ่น และเส้นทางกรุงเทพ-หลวงพระบาง เมื่อเดือนธ.ค.2556 ดำเนินการได้แค่ 3 เดือน บริษัทประกาศยกเลิกเส้นทางบินทั้ง 2 เส้นทางแล้วเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังใช้เงินจำนวนมหาศาล เพื่อทำการตลาด และจ้างบุคลากร เป็นต้น ปัจจุบันการบินไทยมีพนักงานมากกว่า 30,000 คน

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” นักวิเคราะห์ประจำ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP วิเคราะห์ให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า การรับรู้รายจ่ายพิเศษกว่า 2,800 ล้านบาท ตามช่วงฤดูกาล หลังเกิดวิกฤติอุทกภัย น่าจะเป็นตัวปัญหาที่ทำให้งบการเงินปี 2556 ออกมาไม่ดี เนื่องจากบริษัทได้เพิ่มกำลังบุคลากร เพื่อให้บริการมากขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน

ในขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4/2556 ไม่ค่อยดี หลังการเมืองไม่สงบ ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการลดง 2.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ระดับ 7.1 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากไตรมาส 3/56 ประมาณ 7.5 เปอร์เซ็นต์

“การบินไทยยังคงต้องรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าเครื่องบิน A340-500 จำนวน 4 ลำ ที่ไม่ได้มีการใช้งานต่อไป ปัจจุบันยังคงเหลือมูลค่าการด้อยค่าเครื่องบินทางบัญชีอีกลำละ 30 ล้านดอลลาร์ โดยบล.เอเซียพลัส ได้มีการตั้งสมมติฐานว่า การบินไทยอาจต้องรับรู้การด้อยค่าเครื่องบิน 4 ลำ อีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าบัญชีคงเหลือทั้งหมด”

“ประกิต” เชื่อว่า ผลประกอบการในปี 2557 ของบริษัทยังคง “ไม่สดใส” โดยมีแนวโน้มจะ “ขาดทุนต่อเนื่อง” คาดว่าจะมีผลขาดทุนประมาณ 9,100 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะรับรู้การด้อยค่าเครื่องบินอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท

โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ไตรมาส 1/2557 แม้ธุรกิจการบินในช่วงไตรมาสแรกจะยังอยู่ในช่วงไฮซีซั่น แต่นับตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึงปัจจุบัน บริษัทมีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าไตรมาส 4/2556

ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 ของปี 2557 ปกติจะเป็นช่วงนอกฤดูกาล ฉะนั้นผลประกอบการอาจถูกกดดัน ทั้งจากจำนวนผู้เดินทาง และอัตราค่าโดยสารที่ลดลง ส่งผลให้ผลประกอบการอาจออกมาไม่ดี

เราเชื่อว่า ผลประกอบการของบริษัทจะสามารถ “พลิกเป็นกำไร” อีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า การเมืองยุติก่อนไตรมาส 4/2557 แต่หากมองภาพรวมของผลประกอบการแล้วไม่น่าจะชดเชยผลขาดทุนในงวด 9 เดือนของปี 2557 ได้หมด

“การลงทุนในหุ้น THAI ออกแนวไม่สดใส ตราบใดปัญหาการเมืองในประเทศยังหาทางออกไม่ได้ โอกาสที่บริษัทต้องเผชิญหน้ากับการขาดทุนต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสนี้ ยังมีอยู่ ฉะนั้นแนะนำ “ขาย” มูลค่าพื้นฐาน 10.5 บาทต่อหุ้น และมีโอกาส Downside จากราคาปัจจุบัน 19 เปอร์เซ็นต์”

“ยอดขายไม่มา แต่ต้นทุนเพิ่ม จะให้ไม่ขาดทุนได้อย่างไร” “อำนาจ โงสว่าง” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส บอกกับ “บิซวีค”

ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า “การบริหารต้นทุนไม่มีประสิทธิภาพ” น่าจะเป็นเหตุผลหลัก ในขณะที่บริษัทรับมอบเครื่องบินลำใหม่ แต่จำนวนผู้โดยสารกลับไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้ หลังไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 เมืองไทยเกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง ขณะที่ประเทศจีนประกาศบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากเมืองจีนเดินทางมาเมืองไทยลดลง ทั้งๆ ที่ในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปีคือ ฤดูกาลท่องเที่ยว

เขา ทำนายว่า ตลอดปี 2557 การบินไทย ยังคงมี “อาการหนัก” จากปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง ธุรกิจการบินแข่งขันรุนแรง และต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) ที่เกิดใหม่หลายสายการบิน ส่งผลให้ “การบินไทย” สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะเส้นทางที่เคยสร้างกำไรหลัก เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็นต้น ปัจจุบันมีสายการบินอื่นมาแย่งตลาดตรงนี้ไป ขณะที่ต้นทุนของการบินไทยยังคงสูงกว่าคู่แข่ง

ฉะนั้นในปี 2557 “การบินไทย” อาจมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 3,800 ล้านบาท จากปี 2556 ที่มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 2,896 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทอาจขาดทุนต่อเนื่อง หลังการเมืองยืดเยื้อ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินปรับตัวลดลง

"เรื่องที่น่ากังวลมากสุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง การแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งในเส้นทางการบินระยะใกล้-กลาง-ไกล” ปัจจุบันการบินไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในสายการบินต้นทุนต่ำ ส่วนเส้นทางการบินระยะ กลาง แม้จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้ ส่วนเส้นทางการบินระยะไกล วันนี้ความต้องการใช้บริการยังไม่มากเท่าไร"

“กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ต่อสายตรงถึง “โชคชัย ปัญญายงค์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (รักษาการ) บมจ.การบินไทย เขามีความเชื่อว่า ในปี 2557 บริษัทจะสามารถ “พลิกมีกำไรสุทธิ” แต่ทั้งหมดคงต้องขึ้นอยู่กับการเมืองนิ่ง หากสถานการณ์คลี่คลายผลประกอบการน่าจะออกมาตามแผนงานที่วางไว้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2557 คงต้องมาปรับแผนงานกันใหม่

ปัจจุบันบริษัทได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ขณะที่จำนวนผู้โดยสารจากประเทศจีนยังมาลดลง หลังเมืองจีนประกาศบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ ตั้งแต่เดือน ก.ย.56 จนถึงปัจจุบัน จำนวนผู้โดยสารจากเมืองจีนลดลงแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เขา บอกถึงปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าอยู่

ส่วนเรื่องที่รัฐบาลไทยประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ล่าสุดประเทศฮ่องกงได้ลดการเตือนนักท่องเที่ยวของตัวเองแล้ว แต่ต้องรอดูสถานการณ์อีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาหรือไม่ ปัจจุบันอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยอยู่ที่ 70-72 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ระดับ 76-78 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในไตรมาส 2/2557 คาดว่าอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยจะอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นอัตราปกติของช่วง Low Season

ถามถึงแผนงานในปี 2557 “โชคชัย” เล่าว่า การบินไทยกำลังเร่งลดค่าใช้จ่ายลงประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้คงปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ โดยเราจะหารายได้เพิ่มจากธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการขายตั๋วโดยสาร

เช่น รายได้จากสินค้าปลอดภาษีบนเครื่อง (Duty on Board), รายได้จากสินค้าไทยชอป (Thai Shop) และรายได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน เป็นต้น ปัจจุบันรายได้ส่วนนี้ยังน้อยมาก ขณะที่สายการบินอื่นๆ เขามีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์

“ราคาน้ำมันในปี 2557 คงอยู่ระดับ 127-130 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งในช่วงไตรมาส 2/2557 จะเป็นช่วง Low Season ฉะนั้นเราจะปรับลดปริมาณเที่ยวบินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่ลดลง ขณะเดียวกันยังปรับลดการให้บริการลงประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ค่อนข้างมาก”

“โชคชัย” ยืนยันถึงผลขาดทุนในปี 2556 ว่า “ตัวเลขติดลบ” เพราะบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินที่จอดไว้โดยไม่ได้ใช้งาน และยังขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

จริงอยู่ว่า อุตสาหกรรมการบินปี 2556 เติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การแข่งขันที่รุนแรง หลังมีสายการบินใหม่เปิดตัวมากขึ้น ถือเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทขาดทุน

“ปี 2556 เรารับมอบเครื่องใหม่ 17 ลำ ปี 2557 รับมอบอีก 12 ลำ”

------------------------------------------

สหภาพไม่เชื่อ "ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน"

ฟาก “ดำรงค์ ไวยคณี” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.การบินไทย บอกว่า สหภาพการบินไทยและพนักงานไม่เชื่อคำชี้แจ้งของผู้บริหารที่บอกว่า บริษัทขาดทุนหนัก มาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กรณีนี้ทางสหภาพฯ สงสัยว่า การบินไทยทำไมขาดทุนอยู่คนเดียว ในขณะที่สายการบินอื่นเขาไม่ขาดทุน การบินไทยดำเนินธุรกิจมานาน ฝ่ายบริหารไม่มีการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเลยหรืออย่างไร

ข้อสอง คือ ขาดทุนจากด้อยค่าของเครื่องบิน กรณีนี้การบินไทยขาดทุนมากถึงหลักพันล้านบาท เมื่อเทียบกับก่อนที่ขาดทุนแค่หลักร้อยล้านบาท สหภาพฯ สงสัยว่า ทำไมไม่ขายเครื่องบินที่จอดไว้เฉยๆ ในเมื่อมีคนติดต่อขอซื้อแล้ว แถมเครื่องบินยังปลดระวางไปแล้วด้วย กรณีนี้ทำให้พนักงานคิดว่า บริษัทตั้งใจให้ผลประกอบการขาดทุนหรือไม่

ส่วนผลกระทบด้านการเมืองที่ฝ่ายบริหารชี้แจ้งว่า ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงนั้น เท่าที่พนักงานที่ทำงานภาคพื้นดินสัมผัสได้ คือ จำนวนผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง และเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ได้รุนแรงเหมือนปี 2553 ขณะที่ราคาน้ำมันไม่แพงมาก แล้วทำไมการบินไทยถึง ยัง “ขาดทุน” ความจริงเป็นเช่นไร พวกเราอยากรู้

“ประธานสหภาพการบินไทย” มีความเชื่อว่า ฝ่ายบริหารวางแผนการดำเนินงานผิดพลาด ไม่สามารถตอบโจทย์ของพนักงานได้

"คุณลองดูคู่แข่งของการบินไทยสิ ทำไมเขาบริหารงานมีกำไร แต่การบินไทยขาดทุน" ดำรงค์ ย้ำ

"พวกเราสงสัยที่ผ่านมาฝ่ายบริหารแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ครั้งหนึ่งสหภาพฯ เคยถามผู้บริหารเกี่ยวกับเครื่องบินที่รับมอบใหม่ เขาตอบเราว่า เครื่องบินซื้อมา ไม่จำเป็นต้องบินทุกลำ แต่สหภาพมองแตกต่างจากผู้บริหาร เราเชื่อว่า... เมื่อใดที่เครื่องบินอยู่บนท้องฟ้า เมื่อนั้นบริษัทจะมีกำไร”

สิ่งที่สหภาพฯ เรียกร้องมาตลอด คือ ต้องการให้มีการปฏิรูปการบินไทยใหม่ ใน 2 ประเด็นหลักๆ ข้อแรก ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ โดยให้มืออาชีพเข้ามานั่งบริหาร แม้จะเป็นคนของฝ่ายการเมือง แต่หากมีความรู้เรื่องการบริหารงานในการบินไทย เราโอเค

ข้อ 2 ต้องแก้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว รัฐบาลไม่ต้องมาเป็นคนค้ำประกัน เราอยากให้มีการบริหารงานแบบเอกชน ไม่ใช่คิดจะซื้อเครื่องบินแต่ละครั้งต้องมานั่งรอมติ ครม.อนุมัติก่อน หากเป็นเช่นนั้นกระบวนการทำงานของบริษัทจะล่าช้ามาก

“รัฐบาลควรเป็นเพียงคนตรวจสอบควบคุมความโปร่งใสในการบริหารงานเท่านั้น”

ถ้าปี 2556 เป็นการขาดทุนครั้งแรก ทางสหภาพฯและพนักงานยังพอให้อภัยได้ แต่ผลประกอบการดันขาดทุนมาตลอด ทำให้เราทุกคนคิดว่า คุณตั้งใจทำให้บริษัทขาดทุนหรือเปล่า นี่คือ ปัญหาคาใจของเหล่าพนักงาน “การบินไทย”

---------------------------------------------

หุ้น THAI เสน่ห์ที่ไม่เคยมี

“พีรเจต สุวรรณนภาศรี” ผู้บริหาร บมจ.ยูเนี่ยน อินทราโก้ หรือ UIC ในฐานะนักลงทุนวีไอรายใหญ่ พูดถึงหุ้น การบินไทย” อย่างออกอรรถรสว่า

หุ้น THAI ขาด “มนต์เสน่ห์” มาหลายปีแล้ว หากไม่เห็นราคาหุ้นเป็นเลขตัวเดียว ไม่มีทาง “ซื้อ” แน่นอน เพราะเมื่อนำราคาหุ้น THAI มาเทียบกับหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง หุ้น เอเชีย เอเวิเอชั่น หรือ AAV และ หุ้น สายการบินนกแอร์ หรือ NOK ที่มีผลประกอบการเป็นกำไร เขายังน่าสนใจกว่า

“หุ้น การบินไทย ไม่เคยสร้างความประทับใจให้นักลงทุนเลย การบินไทยถือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มี “ภาพติดลบ” มาตลอด สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ส่วนตัวไม่ได้เปิดดูราคาหุ้น THAI มานานแล้ว”

“นักลงทุนวีไอ” เชื่อว่า ในปี 2557 ผลประกอบการน่าจะยังขาดทุนต่อเนื่อง ตราบใดที่บริษัทไม่แก้ไขระบบบริหารให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านบุคลากร เรื่องนี้สำคัญมาก ซึ่งบริษัทต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ บริษัทต้องเปิดกว้างรับคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารแบบมืออาชีพ ให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่รุนแรง

ขณะเดียวกัน โครงสร้างของบริษัทย่อยต้องมีความชัดเจน และการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นจัดซื้ออาหาร ที่จอดรถ และเครื่องบิน หากบริษัทไม่จัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ เชื่อว่าอนาคตบริษัทคงไม่พ้นต้อง "เพิ่มทุน" อีกครั้ง คราวนี้นักลงทุนรายย่อยคงต้องรับกรรม หากบริษัททำทุกอย่างแบบโปร่งใสการบินไทยคงดำเนินธุรกิจไปได้อีกยาวไกล

“ปี 2557 การบินไทยคงไม่มีรายการ “เซอร์ไพร์ส” อะไรอีก แต่ผลประกอบการอาจติดลบน้อยลงกว่าปี 2556” “พีรเจต สุวรรณนภาศรี” บอกความเชื่อปิดท้ายบทสนทนา