ตลท.เผย สัดส่วนการซื้อขาย DW ในไตรมาสแรกปีนี้มูลค่าซื้อขายรวม 48,317 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.74% ของมูลค่าซื้อขายโดยรวม
ตลท.เผย สัดส่วนการซื้อขาย DW ในไตรมาสแรกปีนี้มูลค่าซื้อขายรวม 48,317 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.74% ของมูลค่าซื้อขายโดยรวมของตลาดหุ้นไทย รวมถึงสูงกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค ขณะที่โบรกเกอร์ชี้สะท้อนให้เห็นว่ารายย่อยไทยนิยมเก็งกำไรมากกว่าถือลงทุน เตือนนักลงทุนที่จะเข้ามาต้องยอมรับความเสี่ยงสูงได้ เพราะโอกาสขาดทุนสูง
นางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) หรือ DW ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าซื้อขายรวม 48,317 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2.74% ของมูลค่าซื้อขายโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน พบว่า DW ในประเทศไทยนั้นได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการซื้อขายที่สูงกว่าประเทศดังกล่าว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 2.10% ในปี 2556 และ 0.95% ในปี 2555 นอกจากนี้ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2557 มีจำนวน DW รวมทั้งสิ้น 637 รุ่น เป็น DW ที่ออกใหม่ในช่วงไตรมาสแรกทั้งหมด 328 รุ่น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มี DW ออกใหม่เพียง 188 รุ่น หรือคิดเป็นอัตราเติบโตประมาณ 74% และในปีที่ผ่านมาได้ประกาศเพิ่มเติมประเภทของสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับ DW จากเดิมที่มีเพียงหุ้นในกลุ่มของดัชนี SET50 โดยได้เพิ่มหุ้นในกลุ่ม SET100 ซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทขึ้นไป ตลอดจนเพิ่มดัชนีราคาประเภทต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเพิ่มกองทุนรวมอีทีเอฟที่ลงทุนในกลุ่มหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในช่วงที่ผ่านมานั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชมรมวาณิชธนกิจ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ร่วมกันพิจารณาข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกและผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ที่อ้างอิงดัชนีหลักทรัพย์ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ให้ความเห็นชอบเมื่อสิ้นมีนาคมที่ผ่านมา
รองผู้จัดการกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย.57 ตลาดหลักทรัพย์เปิดซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 ซึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงประเภทใหม่ เป็นครั้งแรกจำนวน 5 รุ่น ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์แมคควอรี (ประเทศไทย) จำกัด 4 รุ่น และบริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อีก 1 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนในการมี DW ที่อ้างอิงสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ทัดเทียมกับตลาดต่างประเทศ
นายสัญญา หาญพัฒนกิจพาณิช ผู้อำนวยการทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า การที่มูลค่าการซื้อขายเดริเวทีฟของไทยพุ่งสูงกว่าประเทศในภมิภาคเอเชียนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนรายย่อยของไทยนิยมการเก็งกำไรมากกว่า การถือลงทุน เพราะDWถือเป็นเครื่องมือในการลงทุน เพื่อทำกำไรระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องยอมรับความเสี่ยงได้ เพราะเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูง และขาดทุนได้ตลอดเวลา หากไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ ดังนั้นควรระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ไทยพยายามสร้างนักลงทุนที่มีความรู้และถือลงทุนระยะยาว









