วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรจนะแจงญี่ปุ่นถือยาวโบรกลุ้นการเมืองนิ่ง

โรจนะแจงพันธมิตรญี่ปุ่นยังลงทุนระยะยาวโบรกฯลุ้นการเมืองนิ่งเงินไหลกลับ

นางสาวอมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJANA) กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้าลงทุนในประเทศไทยของผู้ลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ลงทุนจากญี่ปุ่นค่อนข้างอ่อนไหวกับปัญหาทางการเมือง และมีการชะลอการลงทุนทุกครั้งที่ประเทศไทยเริ่มเกิดความไม่มั่นคง ทั้งนี้ เชื่อว่าหากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลายในเร็วๆ นี้ อาจทำให้เงินลงทุนจากญี่ปุ่นหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแทน โดยเฉพาะเม็ดเงินใหม่ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุน

ทั้งนี้ การจะดึงเงินลงทุนกลับมาสู่ประเทศไทย หลายฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อให้การลงทุนมีความสะดวกขึ้น อาทิเช่น การออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงการออกกฎระเบียบสำหรับผู้ยื่นขอใบอนุญตาต่างๆ ที่ควรมีความต่อเนื่องมากขึ้น

"พาร์ทเนอร์ของบริษัทที่เป็นญี่ปุ่นก็ยังลงทุนกับบริษัทเหมือนเดิม ทำธุรกิจกับบริษัทเหมือนเดิม ส่วนนี้ไม่กระทบ แต่ยอมรับว่าภาพรวมกระทบมากๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในความมั่นคงของประเทศ ก็อาจทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะเงินทุนใหม่ๆ ที่รีรออยู่ตอนนี้" กรรมการ บริษัท ROJANA กล่าว

นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ผู้ขอส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่นหดตัวลงมากที่สุด 30% สาเหตุหลักเกิดจากการเมืองไม่สงบในประเทศ ทั้งนี้ จากสถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมในปี 2550-2556 พบว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นมีเงินทุนสะสมในประเทศไทยสูงที่สุดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท เฉพาะในปี 2553 เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 300% เป็น 3 แสนล้านบาท แม้ในช่วงปี 2552 จะมีเหตุการเมืองไทยไม่สงบก็ตาม นอกจากนี้ การลงทุนต่อเนื่องมายาวนานจนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมีมูลค่าเงินลงทุนในไทยคิดสัดส่วนเป็น 48% จากเงินทุนต่างชาติทั้งหมด จึงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตออกจากไทย และประเมินว่าหากการเมืองคลี่คลายแล้วจะทำให้ผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่นกลับมาลงทุนเพิ่ม

ทั้งนี้ คาดว่าบรรยากาศการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมือง ดังนั้นกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุนระยะยาวอาจจะยังมีความลังเลใจ ทำให้กรอบเวลาการตัดสินใจลงทุนมีระยะเวลาเพิ่มจากเดิม อย่างไรก็ตาม จากแผนการลงทุนระยะยาวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ที่เริ่มลงทุนในมูลค่าที่สูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการถอนตัวการลงทุนและย้ายฐานการผลิตไปจากไทยค่อนข้างทำได้ลำบาก จึงคาดว่า หลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย จะมีเม็ดเงินลงทุนที่ทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว สำหรับหุ้นที่แนะนำซื้อ คือบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) และเก็งกำไร บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ)

เขากล่าวอีกว่า ในปี 2557 ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังมีโครงการขยายการลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่มีผู้ประกอบการสนใจยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการรถเล็กประหยัดพลังงาน หรือ Eco-car Phase 2 จำนวน 10 ราย ส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการเดิมที่ลงทุนใน Phase 1 ได้แก่ นิสสัน ฮอนด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ โตโยต้า และมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้าขอรับการส่งเสริมเพิ่ม ได้แก่ จีเอ็ม ฟอร์ด มาสด้า เอ็มจี โฟล์คสวาเก้น โดยมูลค่าการลงทุนของ Eco-car Phase 2 ราว 1.4 แสนล้านบาท จะมีกำลังการผลิตของรถยนต์ที่เกิดขึ้นราว 1.58 ล้านคัน เป็นปัจจัยบวกที่ดีต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในส่วนของกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการพื้นที่รองรับการสร้างกำลังการผลิตรวมถึงกลุ่มลูกค้าเก่าที่ขยายกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม

นักวิเคราะห์ บล.บีเอสวิคเคอร์ส กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์การเมืองที่มีต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ตลาดได้รับรู้ข่าวลบนี้ไปพอสมควร เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองไทยมีการชุมนุมมาตั้งแต่ปลาย พ.ย.2556 จนถึงความรุนแรงถึงขั้นขีดสุดคือการปิดแยกสำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ 13 ม.ค.2557 พิจารณาได้จากราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศคือ นิคมอุตสาหกรรม คือ AMATA, HEMRAJ และ ROJNA ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 มี.ค.2557 ราคาหุ้นกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี เพราะความคาดหวังว่ากรณีเลวร้ายการเมืองไทยจะคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างช้าในงวดครึ่งหลังปีนี้