ค้าขายชายแดนไทย-พม่าคึก แต่ติดปัญหา'แรงงาน-ขนส่ง'

ค้าขายชายแดนไทย-พม่าคึก แต่ติดปัญหา'แรงงาน-ขนส่ง'

ค้าขายชายแดนไทย-พม่าคึกคัก แต่ติดปัญหา'แรงงาน-ขนส่ง' รอการเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไข

การค้าชายแดนไทย-พม่า ด้านอ.แม่สอด จ.ตาก มีพื้นที่ติดเมืองเมียวดี ประเทศพม่า ซึ่งมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีความคึกคักและเจริญเติบโตมาตลอด โดยเฉพาะระยะหลัง ที่มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ

หอการค้าจังหวัดตากและภาคเอกชนในท้องถิ่น ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ได้พาคณะสื่อมวลชน สัมผัสพื้นที่เศรษฐกิจท้องถิ่น พบผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากการค้าชายแดนฯ และได้พูดคุย บอกเล่าถึงประสบการณ์ อุปสรรคต่างๆ เพื่อนำเรื่องราวเหล่านี้ถ่ายทอดสู่ผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมในการค้าชายแดนแถบนี้ สามารถเตรียมตัวเข้าสู่ธุรกิจในช่วงที่กำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สวนกุหลาบ “ไร่ปฐม-เพชร” เป็นสถานที่แรกที่เข้าเยี่ยมชม สวนเกษตรแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกกุหลาบรายใหญ่ที่สุดในอ.พบพระ และมีชื่อเสียงในระดับประเทศ อีกทั้งกุหลาบที่วางขายในตลาดปากคลองนั้น 80% มาจากไร่แห่งนี้ ประมาณกันว่า พื้นที่ปลูกของชมรมผู้ปลูกกุหลาบประจำจังหวัดตาก มีประมาณ 4,000 ไร่ สามารถออกช่อกุหลาบให้ตัดดอกส่งขาย งวดละประมาณ 1 ล้านดอก

คุณภราดร กานดา ในมาดวิทยากรมืออาชีพ ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของ “ไร่ปฐม-เพชร” ที่ขึ้นชื่อแล้ว ยังเป็นรองประธานหอการค้าจังหวัดควบคู่ด้วย

ชื่อ “ปฐม-เพชร" นั้น คำว่า "ปฐม" มาจากชื่อจังหวัด ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของคุณภราดร คือ นครปฐม ส่วน "เพชร" คำนำชื่อจังหวัดภูมิลำเนาเกิดของภรรยา ซึ่งก็คือ "เพชรบูรณ์"

“ผมรักภรรยา การตัดสินใจเกือบทุกเรื่อง ต้องให้ภรรยาเห็นชอบด้วย และการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุด ก็คือการย้ายสวนกุหลาบจาก อ.สามพราน มายังอ.พบพระ ซึ่งทำให้มีทุกวันนี้"

คุณภราดร ยังเล่าย้อนความไปว่า การปลูกกุหลาบครั้งแรกเริ่มต้นที่สามพราน เมื่อปี 2516 หลังจากนั้นจึงย้ายมาที่ อ.พบพระ ปี 2538 แต่ก่อนที่จะย้ายมาอ.พบพระ มีเพื่อนชาวสวนจากอ.สามพราน ย้ายมาปลูกกุหลาบที่แห่งนี้บ้างแล้ว 3-4 ราย ด้วยเหตุผลสำคัญคือ อากาศที่เย็นกำลังดี ทำให้วงรอบของการปลูกกุหลาบที่จะออกช่อดอกสั้นลง และยังให้ช่อดอกที่สวยงาม

เจ้าของ “ไร่ปฐม-เพชร” เล่าประสบการณ์ครั้งแรกที่เห็นดอกกุหลาบ ในสวนของเพื่อนที่ย้ายมาก่อนหน้านี้ว่า น่าประทับใจจนต้องกลับไปบอกภรรยา

“เพื่อนผมที่ย้ายมาล่วงหน้า ชวนให้มาปลูกกุหลาบด้วย แต่ผมไม่อยากย้าย ภรรยาก็ไม่อยากย้ายด้วย ผมจึงปฏิเสธมาตลอด 2 ปี กระทั่งเพื่อนขอแรงให้ผมมาช่วยปลูกบ้านที่อำเภอพบพระ แล้วออกอุบายให้ผมค้างคืน เพื่อจะได้พาผมไปชมดอกกุหลาบในตอนเช้า ตอนนั้นอากาศหนาวกำลังดี และดอกกุหลาบสร้างความประทับใจให้ผมมาก จนผมต้องรีบเดินทางกลับไปเล่าให้ภรรยาฟัง” นายภราดร กล่าว

ในวันที่เดินทางไปถึงสวนกุหลาบ คุณภราดร พาคณะสื่อมวลชน เดินชมดอกกุหลาบในยามบ่าย แดดปลายเดือนมี.ค. ถือว่ายังไม่ร้อนมากนัก และยังได้เห็นทุ่งกุหลาบที่สวยงามแม้จะเป็นแค่ไร่สาธิต

ทั้งนี้คุณภราดร อธิบายให้ฟังว่า ไร่กุหลาบที่มีการตัดดอกส่งขายจริงนั้นหากต้องการชม ต้องเดินทางมาตั้งแต่เช้ามืด และการเข้าชมสวนจากคณะองค์กรต่างๆ มีอยู่เป็นประจำ จึงไม่สะดวกที่จะต้องดูแลคนงานและค่อยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมชมในเวลาเดียวกัน จึงจัดพื้นที่ปลูกไร่กุหลาบสาธิตให้นักท่องเที่ยวและคณะเยี่ยมชมแยกส่วนต่างหาก

“กุหลาบที่ปลูกในจังหวัดตาก สามารถตัดดอกเพื่อส่งขายได้ภายใน 45 วัน ต่างจากการปลูกที่อำเภอสามพราน ที่ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน” คุณภราดร อธิบาย

นอกจากการปลูกกุหลาบตัดดอกแล้ว “ไร่ปฐม-เพชร” ยังแปรรูปดอกกุหลาบ ให้อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ที่สามารถคงสภาพความสวยของดอกและสี โดยไม่ต้องแช่เย็น ถือเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ที่นำเทคนิคพิเศษมาใช้กับ ผลผลิตการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า เป็นความพยายามปรับตัวของธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้ซื้อ

"แต่สิ่งสำคัญคือ ที่ผ่านมาเกษตรกร ไม่เคยทราบว่าควรปลูกอะไรเพื่อสนองความต้องการตลาด เมื่อมีสินค้าใดเกิดความนิยมอย่างมาก เกษตรกรก็จะแห่ปลูกจนเกินความต้องการ หน่วยงานของรัฐ ยังไม่เคยมีการวางแผนระยะยาวให้กับเกษตรกรในเรื่องนี้" คุณภราดร อธิบาย

จุดหมายต่อไปคือ “มุกดา มาเก็ต” ตั้งอยู่ในอ.แม่สอด เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เป็น “ศูนย์ค้าส่ง” รูปแบบของโมเดิร์นเทรด ที่มีเจ้าของทุนเป็นคนในท้องถิ่น และเจ้าของรายนี้ก็เติบโตมาจากกิจการเล็กๆ ก่อนจะนำพาธุรกิจขยายตัวจนถึงปัจจุบันนี้

คุณมุกดา จันทร์ทิม เจ้าของธุรกิจค้าส่งรายใหญ่แห่งนี้ เล่าว่า เริ่มต้นค้าขายจากการขับรถเร่ตระเวนขายสินค้าอุปโภคบริโภคตามหมู่บ้านต่างๆ แล้วพยายามนำกำไรที่ได้เก็บหอมรอมริบ นานกว่า 10 ปี จนสามารถซื้ออาคารพาณิชย์ เปิดร้านขายขนมเบเกอร์รี่อย่างจริงจัง ที่ “ตลาดพาเจริญ” ในอ.แม่สอด

ช่วงที่เปิดร้านขายขนมนี้เอง ก็ได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารธุรกิจ และพบว่าการจัดเก็บข้อมูล การบริหารธุรกิจสะดวกขึ้น แม้ติดขัดบ้างในช่วงแรก เพราะไม่คุ้นเคยกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิคประเภทนี้ ทำให้ต้องค่อยๆ เรียนรู้ แต่ถือเป็นการเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ที่แปลกใหม่

เพียง 2 ปีเท่านั้น ธุรกิจห้องแถวเล็กๆ นี้ ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก มีจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาขึ้น เมื่อสถานที่ไม่สามารถขยายตัวตามจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากตลาดพาเจริญมีพื้นที่จำกัด ถนนแคบ ทำให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่นำรถมาขนสินค้าเอง หาที่จอดไม่ได้ ทำให้ต้องมองหาสถานที่แห่งใหม่และกว้างขวางกว่าเดิม จนอีก 3 ปีต่อมาจึงได้มาตั้งฯศูนย์ค้าส่ง “มุกดา มาร์เก็ต” ในปัจจุบัน

แม้ศูนย์การค้าแบรนด์ชื่อดังจะเข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ และแย่งชิงลูกค้าไปจนกระทบต่อยอดขาย แต่ศูนย์ค้าส่งท้องถิ่นแห่งนี้ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยพยายามปรับยุทธวิธีการส่งเสริมการขายให้ตอบสนองกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนอกจากลูกค้าที่เป็นคนไทยแล้ว ยังมีชาวพม่าที่ข้ามฝั่งแม่น้ำเมยมายังมาจับจ่ายสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าป้ายแสดงข้อมูลต่างๆ ใน "มุกดา มาร์เก็ต" จะมีภาษาพม่าร่วมอยู่ด้วย

คุณมุกดา กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับการทำธุรกิจว่า ให้อยู่กับสิ่งที่ถนัด อย่าหยุดนิ่งที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และอย่ามองว่าเราจะต้องแข่งกับห้างใหญ่ ที่จริงเราต้องแข่งกับตัวเอง

สำหรับธุรกิจสุดท้าย ดูจากภายนอกจะเห็นเป็นเพียงร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงธรรมดา ซึ่งหน้าร้านจัดวางเรียงรายไปด้วยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงนานาชนิด ทั้งอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงต่างๆ รวมถึงอาหารสัตว์วางจำหน่ายเรียงเต็มพื้นที่ ธุรกิจดูใหญ่โตและแทบจะครบวงจร

คุณปิยนาถ พรหมสมบัติ เจ้าของร้าน พาเดินนำเข้าไปสู่ด้านหลังของร้าน แล้วหยิบตระกร้า "แมงดา” ที่ถูกแช่แข็ง ออกมาให้คณะสื่อมวลชนได้เห็นว่านี่คือสินค้าที่ทำกำไรมหาศาล พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า การซื้อขายแมงดาแต่ละครั้งใช้จำนวนแมงดาไม่ต่ำกว่าแสนตัว ราคารับซื้อประมาณตัวละ 10-12 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาล หรือต้องมีเงินสำหรับหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท

คุณปิยนาถ อธิบายขั้นตอนการได้มาของสินค้าว่า ลูกจ้างชาวพม่ากว่า 10 คน จะเป็นผู้ออกตระเวนรวบรวมแมงดาจากฝั่งพม่า โดยในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน จึงจะกลับมายังฝั่งไทย แล้วนำแมงดากว่า 3-4 แสนตัวมาดองเกลืออย่างดี ก่อนจะเก็บไว้ในห้องเย็นที่ร้าน เพื่อรอลูกค้ามารับซื้อ ซึ่งมาจากทั่วทุกภาค เช่น ผู้ผลิตน้ำพริกแมงดา ก็จะเลือกซื้อเฉพาะแมงดาตัวเมีย ส่วนที่นำไปทอดขายจะเลือกซื้อเฉพาะแมงดาตัวผู้

คุณปิยนาถ เล่าอีกว่า แมงดาในพม่ากำลังลดจำนวนลง เห็นได้จากจำนวนแมงดาที่รวบรวมได้ในแต่ละครั้ง เปรียบเทียบกับเมื่อ 15 ปีก่อน ที่คนงานเคยใช้เวลาออกตระเวนตามหมู่บ้านต่างๆ ในพม่าเพียง 2 วันก็สามารถรวบรวมแมงดาได้ถึง 4 แสนตัว

แต่ปัจจุบันต้องใช้เวลามากกว่าแต่จำนวนกลับได้น้อยกว่า ทั้งๆ ที่ชาวพม่าไม่นิยมบริโภคแมงดา ต่างจากคนไทยที่ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการเกษตรในพม่าเริ่มนำสารเคมีมาใช้ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแมงดาในแหล่งธรรมชาติ หากการเพาะแมงดาในฟาร์มยังไม่สามารถทำได้ คาดว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี แมงดาจะหมดไปจากพม่าและเราจะไม่มีแมงดาไว้รับประทาน

แต่ทั้งหมดของการเยี่ยมชมธุรกิจในแถบการค้าชายแดนไทย-พม่า มีปัญหาเดียวกันก็คือ การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางด้านกฎหมายแรงงานต่างด้าว ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนพม่าข้ามมาขายแรงงานในฝั่งไทย รวมถึงระบบการขนส่ง

ปัญหาเหล่านี้นี้อาจต้องรอการเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตการเมืองจะเป็นเช่นไร และอาจทำให้อนาคตการค้าชายแดนแถบนี้มืดมนไปด้วย