สถานการณ์เอสเอ็มอีเดือนก.พ.จ่อวิกฤติ รวมทั้งภาคท่องเที่ยวและเกษตร เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือสสว.รายงานสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผลพลวงจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบกับเอสเอ็มอีที่พึ่งตลาดในประเทศ รวมทั้งเอสเอ็มอีในภาคการท่องเที่ยว ขณะที่เอสเอ็มอีภาคเกษตรได้ประสบปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้การทำธุรกิจชะลอตัวลงอย่างมาก
นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์เอสเอ็มอีเดือนก.พ.ทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดตั้งและยกเลิกกิจการ พบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีเดือนก.พ.ยังคงมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อการประกอบการโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว รายได้เกษตรกรลดลงอันเนื่องมาจากการรับจำนำข้าวและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่มีความระมัดระวังมากขึ้น
แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ส่งผลดีต่อสถานการณ์ด้านการส่งออกของเอสเอ็มอี โดยสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ พบว่า การส่งออกของเอสเอ็มอีมีมูลค่า 146,946.58 ล้านบาท หดตัวลงจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็น 6.64% แต่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 5.72 %มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีต่อมูลค่าการส่งออกรวม คิดเป็นสัดส่วน 25.85 %
ตลาดที่เอสเอ็มอีไทยส่งสินค้าออกไปมากที่สุด ได้แก่ จีน มีมูลค่า 17,030.34 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น มูลค่า 13,581.83 ล้านบาท สหรัฐมูลค่า 11,400.57 ล้านบาท มาเลเซีย มูลค่า 9,777.12 ล้านบาท และอินโดนีเซีย มูลค่า 8,460.33 ล้านบาท สินค้าส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ ยางและของที่ทำด้วยยาง ยานยนต์และส่วนประกอบ
ขณะที่การนำเข้าของเอสเอ็มอีมีมูลค่า 146,553.93 ล้านบาท หดตัวลงจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็น 22.19% และหดตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 30.20% มูลค่าการนำเข้าของเอสเอ็มอีเอสเอ็มอีต่อมูลค่าการนำเข้ารวม คิดเป็น 27.57% โดยตลาดที่เอสเอ็มอีนำเข้าสินค้ามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสาธารณรัฐเกาหลี ตามลำดับ
สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า ตามลำดับ
“การค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอีอยู่ในสถานการณ์เกินดุล คิดเป็น 392.65 ล้านบาท ตลาดหลักสำคัญในการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ยกเว้น สหรัฐและมาเลเซีย ผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก” นายปฏิมา กล่าว
สำหรับการจัดตั้งและยกเลิกกิจการเอสเอ็มอีเดือนก.พ. พบว่า มีกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ จำนวน 4,854 ราย หดตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็น 8.7% และหดตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 15.4% ประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย บริการอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร
ส่วนการจดทะเบียนยกเลิกกิจการ มีจำนวน 644 ราย ลดลงจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็น 54.6% และลดลงเมื่อเทียบกันเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็น 3.0 %ประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย การขายสลากกินแบ่ง อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพื่อพักอาศัย ธุรกิจจัดนำเที่ยว บริการด้านอาหารในภัตตาคาร
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโต เข้มแข็งและยั่งยืน นอกจากการดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีผู้ประกอบการติดต่อเข้ามาที่ สสว. Call Center 1301 และติดต่อไปที่ธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมโครงการเป็นจำนวนมากแล้ว
สสว. ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อหาแนวทางในการออกผลิตภัณฑ์เพื่อประกันความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก และอยู่ระหว่างศึกษามาตรการทางภาษีสำหรับ เอสเอ็มอีเพื่อลดภาระและจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น









