"ยรรยง" แจง ป.ป.ช. ปัดบิดเบือนกลไกตลาด เปิดช่องทุจริต และสร้างความเสียหายจำนำข้าว ป้อง นายกฯ ระบุยุติโครงการไม่ได้
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เริ่มเรียกพยานเพิ่มเติม ตามที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เสนอในกรณีถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการจำนำข้าว
นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้เข้าให้ปากคำกับ ป.ป.ช. ในการพิจารณานายกฯ ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการตั้งสมมติฐานไม่ถูกต้อง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การเชื่อว่ากลไกตลาดข้าวเป็นกลไกที่สมบูรณ์ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงไม่ควรบิดเบือนกลไกตลาดนั้น ในความเป็นจริงสินค้าข้าวไม่มีกลไกตลาดที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของชาวนา โดยโครงการรับจำนำถือว่าการสร้างสมดุลของกลไกตลาด โดยราคาข้าวช่วง 2543-2550 ราคาเฉลี่ยที่ตันละ 4,200-6,200 บาท เท่านั้น
2.เชื่อว่ามาตรการรับจำนำเป็นมาตรการประชานิยม ซึ่งรัฐบาลคิดขึ้นเพื่อเปิดช่องการทุจริตและหาเสียงนั้น โครงการรับจำนำได้เคยดำเนิน มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ ยกเว้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น แต่โครงการรับจำนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ถือเป็นการใช้ยาแรงที่มีการยกระดับทั้งปริมาณและราคา เพื่อเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำรายได้ของชาวนา ไม่ใช่ความตั้งใจเพื่อการทุจริตตามที่กล่าวอ้าง
ยรรยงแจงนายกฯยุติโครงการจำนำไม่ได้
3.เชื่อว่ามาตรการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เป็นการทำธุรกิจการค้าที่เสียหาย เพราะมีแต่ขาดทุนเพียงอย่างเดียวนั้น นโยบายรับจำนำเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถระงับ ยับยั้ง หรือยกเลิกได้ เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งอย่างชัดเจน และได้แถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว หากไม่ดำเนินการก็เหมือนหลอกลวงประชาชน
“ผมบอกกับ ป.ป.ช. การตั้งสมมติฐานในการสอบสวนนั้นต้องให้เป็นไปอย่างถูกต้อง หากผิดก็จะทำให้ผลการพิจารณาผิดไปด้วย ผมมีเอกสาร 40 หน้า เป็นประเด็นของผมชี้แจง 24 หน้า ส่วนที่เหลือเป็นการเติมประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้ส่งเอกสารชี้แจงไปก่อนหน้านี้” นายยรรยง กล่าว
นายยรรยง กล่าวว่า ป.ป.ช. สอบถามว่าเหตุใดให้ราคาจำนำข้าวสูงถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน และรับจำนำทุกเม็ด ซึ่งตนได้ชี้แจงว่า เพราะรายได้ครัวเรือนของชาวนาสูงขึ้น ต้นทุนในผลิต 8,000-9,000 บาท จึงยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาให้ดีขึ้น ซึ่งคิดว่าประเด็นนี้ ป.ป.ช.มีความเข้าใจ และยืนยันว่าราคาจำนำ 1.5 หมื่นบาท ไม่ใช่ราคาที่สูงเกินไป ถ้าเป็นภาษาจิ๊กโก๋เรียกว่า “มันไม่เว่อร์หรอก”
ชี้จำนำข้าวเป็นสัญญาประชาคม
ส่วนกรณี นายกฯ ละเลย เพิกเฉย ไม่ระงับ ยับยั้งโครงการ ทั้งที่สังคมมองว่าทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นั้นตนได้ชี้แจงว่านโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลใช้หาเสียง ซึ่งเป็นสัญญาประชาคมหากรัฐบาลไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งนโยบายนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (8) ที่กำหนดไว้ว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และได้ชี้แจงว่ารัฐบาลพยายามป้องกันและติดตามตรวจสอบปราบปรามการทุจริต รวมทั้งตนได้อธิบายว่าการระงับโครงการทำไม่ได้เพราะอะไร และหากมีข้อบกพร่องจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ได้ดำเนินการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามทุจริตอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เกิดความเสียหายตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด
ยันตัวเลขขาดทุน ยึดตาม"สุภา"ไม่ได้
ส่วนตัวเลขการขาดทุนที่ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรได้ระบุไว้นั้น ป.ป.ช.ได้สอบถาม ซึ่งยืนยันไปว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ยุติ ตัวเลขขาดทุนที่นางสาวสุภา ได้สรุปไว้นั้น ตนได้อธิบายกับ ป.ป.ช. ว่าอนุกรรมการฯ ดังกล่าว นายกฯ เป็นคนแต่งตั้ง เราตั้งข้อสังเกตว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ มีจุดอ่อนอยู่มาก จึงขอโอกาสให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจง ทั้งนี้หลักการปิดบัญชี และความเสียหายมีเท่าไร ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของนักบัญชี รัฐบาลต้องการนำนักบัญชี คือ นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสภาวิชาชีพบัญชีแห่งประเทศไทยมาชี้แจง เนื่องจากการปิดบัญชี เป็นเรื่องเทคนิคที่ยากจะปิดปีต่อปีไม่ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. มีมติเลือก นางสาวสุภา เป็นกรรมการ ป.ป.ช. นายยรรยง กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไร ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ท่านจะได้รับบทบาทที่กว้างขึ้น และเป็นคนละส่วนกัน
ทนายนายกฯ ขู่เอาผิด ป.ป.ช.
นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องขอถอดถอนนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ออกจากองค์คณะไต่สวนคดีจำนำข้าว ว่า กำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีมีมติยกคำร้องการถอดนายวิชาออกจากองค์คณะไต่สวนถึง 3 รอบ รวมถึงกรณีการตัดพยานคดีจำนำข้าวที่นายกฯขอไป 11 ปาก เหลือ 3 ปาก และความผิดกรณีอื่นๆ ที่มีคำสั่งโดยมิชอบด้วย
ทั้งนี้ เพราะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่ได้รับความเป็นธรรม ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจไม่สุจริต ทั้งที่บอกว่าใช้มาตรฐานเดียวกับศาลในการพิจารณาคดี นอกจากนี้จะเอาผิดเพิ่มเติมกับนายวิชาในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีไปปาฐกถาและให้สัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในลักษณะชี้นำว่านายกรัฐมนตรีมีความผิด ทำให้ประชาชนเชื่อว่านายกฯทำผิดจริง โดยทีมทนายจะทำหนังสือถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ให้พิจารณาในเร็ววันนี้
ป.ป.ช.รู้ทันเกมยื้อคดีจำนำข้าว
ด้าน นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษก และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นไปตามคาดที่รัฐบาลใช้ยุทธวิธียื้อคดีในชั้น ป.ป.ช.ให้นานที่สุด เอกสารที่ขอไปก็ไม่ได้ ต้องไปอุทธรณ์ขอต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เรื่องจะไปจบที่ศาลปกครองอีก ทั้งยังมีการยื่นขอเพิ่มพยานบุคคลอีกหลายปาก ทั้งที่กระบวนการไต่สวนเป็นสิทธิของ ป.ป.ช. เมื่อพยานหลักฐานเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสอบพยานเพิ่ม ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนของป.ป.ช. เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขอสืบพยานเพิ่มเป็นร้อยปาก สอบสวนเป็นปีก็ไม่จบ
"ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. คงรู้ทันเกมนี้เช่นกัน และคาดว่าเมื่อไม่ได้ตามต้องการ ก็จะมีขบวนการกล่าวหาดิสเครดิต ป.ป.ช. อีกว่าไม่ให้ความเป็นธรรม" นายราเมศ ระบุ
ชี้ปมการเมืองฉุดราคาข้าวลดลง
นายยรรยง กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวว่า การที่ราคาข้าวในตลาดลดต่ำลง โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยที่ ตันละ 7,000 บาท (ความชื้น 5%) และตันละ 5,000-6,000 บาท (ความชื้น 25-30%) ซึ่งใกล้เคียงกับต้นทุนของชาวนาที่เฉลี่ยตันละ 5,000-5,900 บาท ชี้ให้เห็นว่าชาวนากำลังมีปัญหารายได้ลดลง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวลดลงมาจากปัญหาการเมือง ที่ทำให้ไม่มีรัฐบาลถาวรและไม่สามารถกำหนดมาตรการดูแลราคาข้าวในที่สุด
ส่วนการระบายข้าวของรัฐบาลนั้น ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ เพราะเป็นการระบายข้าวอย่างมียุทธศาสตร์และเป็นข้าวเก่าซึ่งเป็นคนละตลาดกับผลผลิตในขณะนี้ ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งเงินคืนคลังไปแล้ว รวม 10,700 ล้านบาท ซึ่งเหลืออีกเพียง 9,300 ล้านบาท จึงจะครบ 20,000 ล้านบาท ที่ได้ยืมมาจากงบกลางและมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายคืนให้ทันกำหนดสิ้นเดือนพ.ค. นี้ได้อย่างแน่นอน
เอกชน8รายยื่นประมูลข้าว1.69แสนตัน
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า มีผู้ประกอบการค้าข้าวและโรงสีที่สนใจยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 (รอบ 1) และ (รอบ 2) และปีการผลิต 2556/57 เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และ หรือส่งออกต่างประเทศ ปริมาณรวม 1.69 แสนตัน แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ข้าวปทุมธานี 5% ข้าวขาว 5% ข้าวเหนียวขาวและปลายข้าวขาวเอวันเลิศ จำนวนจำนำ 8 ราย ได้แก่ หจก.สุพรรณบุรี อะกริ จัลเนอร์รอล เพอร์เฟ็คท์ บริษัท มิตรนำชัยไรท์ หจก. ทรัพย์แสงทอง โรงสีไฟศรีกรุงลาดกระบัง บริษัท ไทยฟ้า (2511) จำกัด บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด บริษัท เอเชียโกลเด้นไรท์ จำกัด และ หจก. ข้าว ซี.พี. จำกัด
วันนี้ (10 เม.ย.) กรมฯ ได้เปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวหลายชนิดปริมาณรวม 4.2 แสนตัน และกำหนดเปิดซองระบายข้าวในวันถัดไป
นอกจากนี้ รัฐบาลอิรักได้ออกหนังสือลงวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่ายกเลิกการห้ามนำเข้าข้าวจากประเทศไทย พร้อมเสนอซื้อข้าวจากไทย โดยจะมีการเปิดนำเข้าเฉลี่ยเดือนละ 3-4 หมื่นตัน
หนุนเอกชนยื่นขายข้าวฟิลิปปินส์
ส่วนการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ ในวันที่ 15 เม.ย. นี้นั้น กรมจะสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้เข้าไปร่วมประมูลแทนจากเดิมที่มีแผนจะเข้าประมูลเอง เนื่องจากมีเงื่อนไขการวางเงินค้ำประกัน ซึ่งติดขั้นช่วงรัฐบาลรักษาการที่ แต่หากพบว่ามีการแข่งขันจนทำให้ราคาต่ำเกินไปก็พร้อมยกเลิกการสนับสนุนการประมูลดังกล่าวได้แม้จะเป็นการดำเนินการของภาคเอกชนก็ตาม
“จากนี้ไปเราจะเริ่มออกไปทำตลาดที่แอฟริกา ซึ่งจะมีทั้งการขายแบบจีทูจี และแบบเอกชนต่อเอกชน ส่วนตลาดอื่นๆ ล่าสุดมาเลเซียขอซื้อข้าว 6 แสนตัน ส่วนสหรัฐก็สนใจขอซื้อจำนวนหนึ่ง ทำให้แนวโน้มราคาข้าวจากนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ” นายสุรศักดิ์ กล่าว
การส่งออกข้าว ณ วันที่ 4 เมษายน 2557 ไทยส่งออกข้าวแล้วปริมาณ 2,110,133 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณ 1,645,128 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 28.27% มูลค่าการส่งออก 1,104 ล้านดอลลาร์ ลดลง 6.66% หรือประมาณ 35,629 ล้านบาท
บริษัทยักษ์ใหญ่คว้าปรับปรุงข้าวส่งจีน
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเอกชนที่ชนะการประมูลเพื่อปรับปรุงสภาพข้าวส่งมอบให้จีนล็อตแรก 1 แสนตัน ได้แก่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด 2 หมื่นตัน บริษัทข้าวไชยพร จำกัด 4.5 หมื่นตัน บริษัท พงษ์ลาภ 1.5 หมื่นตัน บริษัท เอเชียโกลเด้นไรท์ 2 หมื่นตัน และเอกชนอีกหนึ่งราย 2 หมื่นตัน จากผู้เสนอราคารวม 10 ราย
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวในสต็อกของรัฐบาล ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) ครั้งที่ 9 จำนวน 2.64 แสนตัน มีเอกชนสนใจมายื่นซองจำนวนทั้งสิ้น 15 ราย โดยครั้งนี้มีการเสนอราคาส่วนต่างจากราคาส่งมอบอยู่ในระดับที่ดี ข้าวขาว 5% เสนอราคาที่ -1.70 ถึง - 3.50 บาทกิโลกรัม และ ข้าวหอมมะลิ เสนอราคาที่ -2.45 ถึง -2.55 บาทต่อกิโลกรัม ดีกว่าครั้งก่อนที่ข้าวหอมมะลิ มีผู้เสนอราคาถึง -5 บาท









