วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จรัมพร'พอใจผลงาน4ปีแม้การเมืองฉุดแผน

"จรัมพร" พอใจผลงาน 4 ปีแม้การเมืองฉุดแผน รับเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ "การไม่วางแผนแบบวาระแห่งชาติ" ขวางการเติบโต

สำหรับ 4 ปี (1 มิ.ย.2553-31 พ.ค.2557) บนเส้นทางการดำรงตำแหน่งกรรมการ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “จรัมพร โชติกเสถียร” ยอมรับว่า ผลงานน่าพอใจ และเชื่อว่าผู้ที่จะมารับไม้ต่อจากเขา จะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ตามแผนการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เหมือนดังเช่นที่เขาดำเนินงานมาตลอด

“จรัมพร” บอกว่า 4 ปีที่ทำงานมา ผลงานที่พอใจที่สุด คือ การทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ยืนบนขาตัวเองได้ ไม่ต้องแบมือขอเงินจากภาครัฐ ซึ่งการเป็นองค์กรที่ดูแลตัวเองได้นั้น นับเป็นคุณสมบัติสำคัญ ในการผลักดันองค์กรอื่น และบริษัทอื่นที่รายรอบให้เติบโตได้เช่นกัน โดยรายงานประจำปี 2556 ของตลาดหลักทรัพย์ที่ใกล้ประกาศออกมานั้น จะฉายภาพตัวเลขสำคัญหลายตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งสะท้อนว่า “รูปร่าง” ของตลาดหลักทรัพย์ “สมส่วน”

สัดส่วนตัวเลข (เรโช) ที่สำคัญ หมายถึงสถานภาพที่รายได้คงที่ มากกว่าค่าใช้จ่ายคงที่ ซึ่งปี 2556 จะเป็นปีแรกที่กำไรของตลาดหลักทรัพย์ มาจากการบริหารรายได้และต้นทุนที่แท้จริง จากปีก่อนที่ยังพึ่งพามูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) เป็นหลัก ทำให้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป ผลการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์จะดีขึ้นต่อเนื่อง และจะเป็นองค์ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง แม้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะมีเพียง 1.8 หมื่นล้านบาทก็ตาม

หลักการทำงานของเขา ก็คือ การทำตามแผน (Execution) เพราะตลาดหลักทรัพย์เป็นองค์ที่มีแผนการดำเนินงานและมีเป้าหมายอยู่แล้ว การเข้าดำรงตำแหน่งของเขา ก็เหมือนมาเป็นผู้ออกแรงผลักดันให้แผนงานต่างๆ เกิดขึ้นตามขั้นตอน

“แผนมีอยู่แล้ว สิ่งที่ทำก็คือนำแผนมาปฏิบัติ ผลงานที่ชัดที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบซื้อขายและเคลียริ่ง และการเพิ่มฐานนักลงทุน”

ในเดือนพ.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นระบบบริการหลังการซื้อขาย (เคลียริ่ง) ของตลาดอนุพันธ์ พร้อมกับระบบซื้อขาย ขณะที่ระบบซื้อขายของตลาดหุ้นนั้นปรับใหม่ไปเมื่อ 2 ปีทีแล้ว ส่วนระบบเคลียริ่งจะเริ่มในปี 2558 และประมาณปลายปี 2558 ระบบซื้อขายทั้งระบบก็จะเปลี่ยนใหม่ บริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) จะต้องเลือกระบบใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้องมีการลงทุนกันบ้าง แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพใหม่ และผลตอบแทนระยะยาว เม็ดเงินที่โบรกเกอร์ต้องลงทุนก็ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก

ขณะเดียวกัน ด้านฐานนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6 หมื่นคนต่อปี และทำให้ ณ สิ้นปี 2556 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์มีฐานนักลงทุนราว 1.7 แสนคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการขยายการให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุนที่ดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์

ยอมรับเจออุปสรรคชิ้นใหญ่

4 ปีที่บริหารงานใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค “จรัมพร” บอกว่า อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ คือ การไม่วางแผนแบบวาระแห่งชาติ (National Agenda) เหมือนดังที่ต่างประเทศนิยมปฏิบัติ และสาเหตุที่ทำให้การพัฒนาตลาดทุนไทยไม่เป็นไปตามแผน ก็เพราะการขาดความต่อเนื่องด้านนโยบายทางการเมือง ทำให้แผนไม่ได้รับการผลักดันเท่าที่ควร

เช่นเดียวกัน “แผนพัฒนาตลาดทุนไทย” ก็แทบไม่เดินหน้า เพราะภาคการเมืองยังคงมีความขัดแย้งกัน เป็นเหตุให้โครงสร้างของประเทศล้มเหลวไปด้วย

“แผนพัฒนาตลาดทุนไม่เดินเลย ไม่มีใครเดินไปไหนได้ ตอนนี้เราสะดุดทุกเรื่อง แต่ส่วนที่ดีคือภาคเอกชนไม่รอให้ปัญหาจบ แต่กลับเดินหน้าบริหารแผนบริษัท เพื่อรอว่าพอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็สามารถสานต่อได้เลย”

“จรัมพร” ยืนยันว่า เสถียรภาพทางการเมืองและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยก้าวทันตลาดทุนทั่วโลก

ดันตลาดไทยขึ้น"พี่ใหญ่"ในภูมิภาค

นอกจากผลงานในประเทศ “จรัมพร” ก็มีส่วนในการนำตลาดหลักทรัพย์ไทยขึ้นเป็น “พี่ใหญ่” ในภูมิภาค โดยมีความร่วมกับประเทศในภูมิภาค 2 เรื่องหลักคือ การร่มกันผลักดันตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS : Greater Mekong Sub region) ให้พัฒนาขึ้นมาเทียบเท่าสากล เพื่อความร่วมมือกันในอนาคต อาทิ การเชื่อมโยงระบบเคลียริ่ง ซึ่งส่วนตัว “จรัมพร” คิดเห็นว่า กลุ่มจีเอ็มเอส ควรจะรวมตัวกันตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นบางประเทศจะเพิ่งเปิดดำเนินการ และบางประเทศยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้งตลาดหุ้นก็ตาม

“ตัวอย่างที่ชัดเจนก็มีให้เห็น กลุ่มสแกนดิเนเวีย ยุโรป ก็ร่วมกันและก็เติบโตได้ แม้ว่าเขาจะรวมตัวกันก่อนเรา แต่การที่เราเริ่มต้นและร่วมมือกันเลยก็มีข้อดีตรงที่ เราสามารถบอกประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสได้ว่อะไรคือข้อผิดพลาด คือสิ่งที่ไม่ควรทำ กลุ่มจีเอ็มเอสก็จะไม่ได้ต้องเส้นทางไปตกหลุมที่เราเคยตกมาก่อน ซึ่งความร่วมมือในกลุ่มจีเอ็มเอสนั้น สำนักงานก.ล.ต.ก็ผลักดันเช่นกัน”

สำหรับความร่วมมือในระดับเออีซีก็อยู่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทุกประเทศในเออีซีเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนของตน อาทิเช่น ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามที่กำลังเร่งพัฒนา โดยมีตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นโมเดลในหลายๆ เรื่อง

จรัมพร ยอมรับว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยจะสู้ศึกระดับเออีซีได้ ต้องพัฒนาอีกหลายเรื่อง ด้านโบรกเกอร์เอง ก็ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการด้านการเงิน ให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ที่ต้องการลงทุนหลากหลายประเทศ จากปัจจุบันที่โบรกเกอร์ไทยเน้นเป็นผู้ให้บริการการลงทุนเพื่อคนไทย ในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น โดยมีไม่โบรกเกอร์น้อยรายที่สามารถตอบโจทย์การไปลงทุนในตลาดต่างประเทศได้

"ตอนนี้นักลงทุนไปทั่วโลก เราก็ต้องพร้อมให้บริการนักลงทุนทั่วโลกให้ได้ ไม่ว่าจะไปลงทุนต่างประเทศที่ไหนก็ตาม ต้องมีนักวิเคราะห์คอยมอนิเตอร์การลงทุนในประเทศต่างๆ ปัจจัยเหล่านี้ตลาดหุ้นไทยไม่มีเลย ต่างจากตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่มีความพร้อมด้านบุคลากรและเป้าหมายที่ชัดเจน”

“จรัมพร” กล่าวย้ำอีกว่า หากต้องการให้ตลาดทุนก้าวได้ทันและก้าวได้ไกล ควรจะร่วมกันสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าหน่วยงานหลักอย่างตลาดหลักทรัพย์ ผู้ออกกฎ และบริษัทสมาชิก หากปักธงรวมกันได้แล้ว เชื่อว่าน่าจะใช้เวลาสร้างความพร้อมใน 18 เดือน