กฟผ. เผยแนวโน้มค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค.57 ปรับตัวสูงขึ้น คาดภายในเดือนนี้ กกพ.จะพิจารณาต้นทุนเพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) รอบใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2557 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยจะปรับหรือไม่อย่างไร คาดว่าภายในเดือนเมษายนนี้ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีการพิจารณาต้นทุนเพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า ได้แก่ 1.อัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับงวดที่ผ่านมา เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง 1 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะกระทบต่อเอฟทีขึ้นประมาณ 5-6 สตางค์/หน่วย 2.การใช้ไฟฟ้าที่ต่ำกว่าประมาณการที่เคยคาดไว้ โดยการใช้ไฟฟ้า 3 เดือนแรกของปีนี้ลดลงร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้น สาเหตุหลักจากเศรษฐกิจของประเทศ
3.การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนมีแนวโน้มลดลงจากช่วง 4 เดือนแรก เนื่องจากช่วงเดือนพฤษภาคมนี้เป็นช่วงหน้าฝน เขื่อนต่างๆ จะกักเก็บน้ำสำรองไว้ในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม ได้พยายามเจรจากับเขื่อนต่างๆ ใน สปป.ลาว เดินเครื่องโรงไฟฟ้าก็จะช่วยลดต้นทุนได้ทางหนึ่ง
นายสุนชัย กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงการผลิตสูงถึงร้อยละ 70 ซึ่งแนวโน้มก๊าซธรรมชาติที่ใช้ก็จะต้องพึ่งพิงจากการนำเข้าในรูปของเหลว (แอลเอ็นจี) ซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซฯ ในแหล่งอ่าวไทย โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ผสมกับแอลเอ็นจี ต้นทุนอยู่ที่ 4.20 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นผลจากการใช้แอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้น และอนาคตหากใช้มากขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นอีก ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ราคารับซื้ออยู่ที่ 2.50 บาท/หน่วย ดังนั้น หากต้องการรักษาระดับค่าไฟฟ้าไม่ให้สูง การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเป็นทางเลือกที่จำเป็นของไทย
“ต้องยอมรับว่า พลังงานทดแทนสามารถพึ่งพาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจทดแทนกันได้ทั้งหมด เพราะเวลาแสงอาทิตย์ไม่มี ลมไม่มา ก็ไม่มีความมั่นคง ก๊าซฯ เราเองก็พึ่งมากเกินไป เมื่อระบบท่อมีปัญหาก็กระทบ น้ำมันเตาขณะนี้ต้นทุนแทบไม่ต่างจากดีเซล คือ 6-7 บาท/หน่วย เราต้องหาเชื้อเพลิงอื่นที่มั่นคงมาเสริม ซึ่งระยะสั้นคำตอบน่าจะอยู่ที่ถ่านหิน” นายสุนชัย กล่าว









