'เก๋าเกม'การตลาดกับคุมการเงินปึ้ก แม่ทัพใหม่'ยาสึทากะ โมจิฮาระ'จึงได้กุมบังเหียนแคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์)ปั้นรายได้ปี60สู่1.1หมื่นล้าน
แม้ 20 ปีก่อน “ยาสึทากะ โมจิฮาระ” จะเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารแคนนอนที่เข้ามาบุกเบิกธุรกิจในประเทศไทย ก่อนจะเติบใหญ่ในหน้าที่การงานถูกเลื่อนชั้นไปดูแลธุรกิจในประเทศอื่นๆ ในทั้งอาเซียนและยุโรป กระทั่งวันนี้ เขาได้กลับมาคุมทัพธุรกิจในไทยอีกครั้ง
ทว่า...โจทย์ครั้งนี้เปลี่ยนไป เพราะต้องผลักดันธุรกิจให้เติบใหญ่ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ “ขัดแย้ง” เศรษฐกิจเปราะบาง กำลังซื้อซบเซา ที่สำคัญยอดขายบริษัทในปี 2556 ยังตกต่ำมากสุดในศตวรรษที่ 21 (ค.ศ.2001-2100)
ฤกษ์ดีต้นปี 2557 “ยาสึทากะ โมจิฮาระ” เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง(ไทยแลนด์) และเมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เขาเปิดตัวต่อสื่อมวลชนพร้อมแถลงนโยบายสยายปีกแคนนอนในไทย
“เป็นผู้บริหารมา นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกถ่ายรูปเยอะ ผมเลยพกกล้องมาถ่ายภาพนักข่าวด้วย” ว่าแล้วก็หยิบกล้องดิจิทัลคอมแพ็คสีดำรุ่นใหม่มาแชะภาพนักข่าวในห้องประชุม พร้อมน้อมศีรษะเป็นเชิงฝากเนื้อฝากตัว
ก่อนจะเริ่มเล่าถึงภารกิจในเก้าอี้ตัวใหม่ว่า สิ่งที่เขาจะให้ความสำคัญนับจากนี้คือ การรุกตลาดพรินเตอร์ เพราะเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่คนไทยใช้อย่างแพร่หลาย สังเกตจากตอนไปโรงพยาบาล
"ผมแปลกใจกับการปฏิบัติงานด้านเอกสารของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่าทำไมรวดเร็วนัก นั่นเพราะใช้อุปกรณ์ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้เครื่องถ่ายเอกสารของแคนนอน” เขาตัดพ้อ ก่อนจะบอกต่อว่า นั่นเป็นการปลุกความคิดของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแคนนอนให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคมากขึ้น
นอกจากการรุกธุรกิจพรินเตอร์ อีกปรากฏการณ์ของแคนนอนที่จะได้เห็นนั่นคือ การผนึกกำลัง (Synergy) กับบริษัท โอเซ่ ที่แคนนอนเข้าควบรวมกิจการมาเมื่อปี 2553 เจ้าตัวบอกว่าปีนี้จะเห็นการขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรเฟสชั่นนอล พรินติ้ง (เครื่องพิมพ์ดิจิทัลโปรดักชั่นระบบป้อนม้วนและป้อนแผ่น เครื่องพิมพ์หน้ากว้างและวัสดุการพิมพ์)
“2 ปีก่อนเราควบรวมกิจการกับโอเซ่ ปีนี้จะเริ่มรุกธุรกิจด้านการพิมพ์ และอยากให้ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายในการขยายตลาดอุปกรณ์สำนักงาน เพื่อขึ้นเป็นผู้นำในตลาดนี้" เขามุ่งมั่น แต่ไม่วายเอ่ยปากว่า “ยาก” เพราะเบอร์ 1 ในปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 25-30%
ขณะเดียวกัน สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อิมเมจ คอมมูนิเคชั่น โปรดักส์ (กล้องและเลนส์) จะเห็นหัวหอกหลักที่ทำรายได้สูงสุด แต่ดูเหมือนปีที่ผ่านมาจะเป็นตัว “ถ่วง” รายได้ไปพร้อมๆ กัน เมื่อตลาดสมาร์ทโฟนเข้ามาเบียดแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากกล้องดิจิทัลคอมแพ็ค ทำให้การเติบโตในเชิง “มูลค่า” หายไป ทั้งที่จำนวนปริมาณก็ยังพอฟัดพอเหวี่ยง
ปีนี้เขาขอตั้งการ์ดขอสู้อีกสักยก โดยอาศัยโอกาสของตลาดจากไลฟ์สไตล์คนไทยที่ “บ้า” การถ่ายภาพ ผสานกับไอเดียเมื่อครั้งเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ได้เห็น “สมุดภาพ” แสนสวย เลยผนึกจุดแข็งของแคนนอนที่มีพรินเตอร์ “เหนือ” คู่แข่งที่ไม่มี มาสร้างจุดขายให้ผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ แล้วพรินต์ผลงานระดับความคมชั้น “ขั้นเทพ” มารวมเล่ม
นัยว่า…สะสมเป็นความทรงจำ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นกำลังฮิตกันมาก
โจทย์หลายอย่างดูเป็นงานยากและ “โหด” น่าสนใจว่าเขาจะใช้กลยุทธ์ในการผลักดันความสำเร็จในต่างประเทศอย่าง ฝรั่งเศส สิงคโปร์ หรือแม้ประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้ในไทยหรือไม่
เขาตอบอย่างถ่อมตนว่า “ผลงานที่ไหน Success ที่สุด ผมมองว่าไม่ค่อยมีประสบความสำเร็จมากกว่า” ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะ
ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง(ไทยแลนด์) ยังเล่าประสบการณ์ทำงานฉบับย่อให้ฟังว่า เริ่มทำงานที่แคนนอนเมื่อปี 2525 หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปดูแลแคนนอนที่สิงคโปร์ในปี 2529-2537 และไปดูธุรกิจในประเทศฝรั่งเศสปี 2540-2546 ก่อนจะกลับไปที่ญี่ปุ่น และเดือนมิ.ย.2556 กลับไปทำงานที่สิงคโปร์อีกครั้ง ก่อนกลับมาทำงานในไทยเมื่อต้นปีนี้
“อาจเป็นเพราะทำงานด้านบัญชีและการเงิน ซึ่งดูจากเนื้องานที่ทำเลยบอกไม่ได้ว่า นี่คือความสำเร็จหรือไม่” เขาตั้งข้อสังเกต
การกลับมาบริหารแคนนอนในไทยอีกครั้งในรอบ 2 ทศวรรษ อีกความท้าทายหนึ่งของเขา คือเรื่องของการสื่อสารภาษาไทย
ซีอีโอซามูไรตอบติดตลกว่า.. “สิ่งที่ท้าทาย คงเป็นเรื่องของภาษา ผมกำลังคิดว่าจะเรียนภาษาไทย”
แล้วยอดขายที่ร่วงจากหมื่นกว่าล้านบาท ลดเหลือแค่ 8,600 ล้านบาทในปี 2556 สำหรับเขาตอบด้วยท่าทีเรียบเฉยว่า การออกไปลุยธุรกิจในต่างแดนสิ่งที่จะผลักดันให้ได้นั่นคือยอดขายที่จะต้องเติบโตให้ได้ 2 เท่า ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศนั้นๆ รวมทั้งในไทย
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อญี่ปุ่น “อิ่มตัว” รัฐบาลขยับภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าเงินเยนอ่อน บริษัทแม่ไม่ได้มอบนโยบายอะไรเพื่อกดดันการทำงานของเขา แต่นั่นถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับแคนนอนในการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาทำตลาดในไทย เพราะจะได้ต้นทุนที่ต่ำลง แต่หากพลิกอีกมุมก็ทำให้บรรดาคู่แข่งนำเข้าสินค้าราคาต่ำเข้ามาห้ำหั่นในตลาดได้เช่นกัน
ย้อนกลับไป ก่อนหน้านี้ อดีตแม่ทัพคนเดิม “วาตารุ นิชิโอกะ” เคยลั่นแผน 3 ปี (2557-2560) ว่าจะผลักดันให้ยอดขายของบริษัทให้แตะ 2.1 หมื่นล้านบาท แต่ครั้น “โมจิฮาระ” มากุมบังเหียนตัวเลขกลับลดลงเหลือเพียง 1.1 ล้านบาทต่อปี นี่คือการ “ล้างไพ่” ใหม่สำหรับเขาหรือไม่
“ผมไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มาจากไหน แต่แผนธุรกิจของแคนนอน ผมยังบอกรายละเอียดไม่ได้ว่าจะปรับหรือไม่อย่างไร แต่เบื้องต้นจะรักษาระดับเม็ดเงินที่ใช้ในการทำตลาดไว้ และจะใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ตลอดระยะเวลาของการสนทนา “โมจิฮาระ” ซีอีโอ ผู้มีอิริยาบถนิ่งเฉย ดูจะไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องตัวเลขมากนัก ครั้นแง้มพันธกิจใหญ่บนเก้าอี้ผู้บริหารตลอดวาระของเขา
สิ่งที่อยากทำกลับเป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มสำหรับคนไทย
“ปี 2557 เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปีในการก่อตั้งแคนนอนในประเทศไทย ความหวังของผมคือต้องการปั้นบุคลากรในไทยให้เก่งขึ้น ต้องการสร้างคนไทยให้เป็นผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ด้วย”
แต่อุปสรรคใหญ่การขึ้นแท่นผู้นำในองค์กรได้นั้น มีเงื่อนไขว่า บุคลากรจะต้องมีประสบการณ์คุมทัพธุรกิจในต่างแดนหลากหลายประเทศเสียก่อน
“ผมพยายามจะชักชวนพนักงานคนไทยที่อยู่ในแคนนอนไปทำงานประเทศอื่นระยะยาว รวมทั้งในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน (Rotate) แนะนำไปแต่ไม่ค่อยมีใครอยากไปทำ อาจเป็นเพราะนิสัยส่วนหนึ่งของคนไทย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมอยากปรับเปลี่ยนมากเลย” โมจิฮาระ ทิ้งท้าย





