วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งบอร์ดบีโอไอวันนี้ หนุนลงทุนเอกชนฟื้น

ตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่วันนี้ พร้อมแจงรายละเอียดอีโคคาร์ เฟส2 ด้านเอกชนมั่นใจการลงทุนฟื้น-สร้างภาพลักษณ์ประเทศ หลังหยุดชะงักจากวิกฤติการเมือง

เกาะติด! อุตสาหกรรมตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่วันนี้ พร้อมแจงรายละเอียดอีโคคาร์ เฟส 2 ด้านเอกชนมั่นใจการลงทุนฟื้น-สร้างภาพลักษณ์ประเทศ หลังหยุดชะงักจากวิกฤติการเมือง ขณะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เชื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีนี้ หนุนยอดผลิตตามเป้าหมาย

ภาคเอกชนมั่นใจการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ชุดใหม่ จะทำภาพพจน์ด้านการลงทุนของไทยดีขึ้น และจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นกลับมาได้ หลังจากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ไม่มีบอร์ดบีโอไอมานานหลายเดือน ทำให้มีโครงการค้างกว่า 6 แสนล้านบาท

ในวันนี้(3 เม.ย.) นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ บีโอไอ จะร่วมกันแถลงการแต่งตั้งคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ หลังจากรัฐบาลแก้ไขมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ และจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 ( อีโคคาร์ 2 ) อีกด้วย

นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลสามารถตั้งบอร์ดบีโอไอ จะช่วยปลดล็อกให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สามารถลงทุนเพิ่มศักยภาพในการผลิตแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

นายกฤษดา คาดว่าในปีนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ จะเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์เดิมที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษีตามพื้นที่โซนนิ่ง รวมทั้งจะต้องเร่งนำเข้าเครื่องจักร และเทคโนโลยีใหม่ๆผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

“ในปีนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ จะเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่ม เนื่องจากในปี 2556 มูลค่าการขอรับการส่งเสริมฯจากบีโอไอลดลงถึง 39% และมีจำนวนโครงการลดลง 15% เมื่อเทียบกับปี 2555 ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเร่งเข้ามาขอบีโอไอเพิ่มขึ้น” นายกฤษดา กล่าว

ในปัจจุบันศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ของไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่ก็มีแนวโน้มที่อันดับของไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศเวียดนามได้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนขณะนี้อยู่ห่างจากประเทศไทยไม่มาก โดยประเทศไทยมียอดส่งออกประมาณ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามมีมูลค่าประมาณ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากไทยไม่เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิต ก็อาจจะแพ้เวียดนามได้ในเร็วนี้

ฟื้นภาพพจน์-หนุนเฟส2ได้เร็วขึ้น

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ การตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะทำให้โครงการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอีโคคาร์ เฟส 2

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่าการตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะทำให้ภาพพจน์การลงทุนไทยดีขึ้น รวมทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนอีโคคาร์ 2 ทำได้รวดเร็ว และสามารถผลิตรถยนต์ได้ตามกำหนด

นายสุรพงษ์ กล่าวว่าค่ายรถยนต์เดิม 5 บริษัท และค่ายรถยนต์รายใหม่ 5 ราย เข้ามาขอ บีโอไอ ในโครงการอีโคคาร์ 2 นี้ สะท้อนให้เห็นว่าต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่าผู้ที่เข้าโครงการอีโคคาร์ 2 รายใหม่จะใช้เวลาในการขยายสายการผลิต 2 ปี และในปี 2559 จะสามารถผลิตรถยนต์ได้ ซึ่งจะทันรับโครงสร้างภาษีใหม่ที่จะปรับลดลง

ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่ารถเดิมที่เข้าร่วมในโครงการแรกและได้ยื่นเฟส 2 ต่อ 5 รายได้แก่ โตโยต้า ,ซูซูกิ,นิสสัน,ฮอนด้าและมิตซูบิชิ ส่วนรายใหม่ 5 รายที่จะเข้าร่วมในโครงการเฟส 2 คือ ฟอร์ด ,มาสด้า , เจเนอรัลมอเตอร์ (GM) โฟล์คสวาเกน และ เอ็มจี ในเครือซีพี

นอกจากนี้ โครงการอีโคคาร์ 2 นี้จะมีกำลังการผลิต 1.5 ล้านคัน จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคาดว่าระยะต่อไปกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมาก เพื่อรองรับการผลิตรถที่จะเพิ่มขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีเอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างชาติ เข้ามาตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนฯป้อนให้แก่ค่ายรถยนต์ต่างๆเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น

กระตุ้นผลิตยานยนต์ตั้งแต่ปีนี้

ด้าน นางอัชณา ลิมปไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า มั่นใจว่าผลการลงทุนอีโคคาร์ 2 ของผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง10 ค่าย จะกระตุ้นมูลค่าการผลิตรถยนต์ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยจะมีมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ คิดจากรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1.58 ล้านคัน จะมีมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 7.38 แสนล้านบาท/ปี และจำนวนนี้ใช้ชิ้นส่วนจากในประเทศเป็นหลัก ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็น เอสเอ็มอี ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เป็นอย่างมาก

สถานการณ์การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในปี 2557 พบว่า แนวโน้มจะส่งออกมากขึ้นเนื่องจากตลาดรถยนต์ในประเทศเริ่มชะลอตัวโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.พ.เป็นต้นมาต่ำกว่า 1แสนคัน โดยอยู่ประมาณ 8 หมื่นคัน ขณะที่ยอดส่งออกประมาณ 9 หมื่นคัน

อย่างไรก็ตามมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์คาดว่าจะเติบโตเพิ่ม โดยมีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท มาจากยอดผลิตรวมประมาณ 2.4ล้านคัน แบ่งเป็นส่งออกประมาณ1.2-1.3ล้านคัน และยอดขายในประเทศประมาณ1.2ล้านคัน

ชี้รถยนต์ไทยยังแข็งแกร่งหลังเปิดเออีซี

วานนี้(2 เม.ย.) สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จัดงานเสวนาในหัวข้อ "การรวมตัวของอาเซียน ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ "โดยมีนายธนวัฒน์ คุ้มสิน เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และนางบุษฏี สันติพิทักษ์ รองอธิบดี กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

นางอัชณา กล่าวว่า ผลกระทบจากการเปิดเออีซี สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ถ้ามองในแง่ความแข็งแกร่งของไทยแล้วถือว่าไทยได้เปรียบเมื่อเทียบกับภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียเป็นตลาดมาแรง จะเห็นความพยายามขยายกำลังผลิตรองรับตลาดในประเทศ โดยกำหนดนโยบายไว้ว่า ในปี 2015 จะมีการผลิตรถยนต์ 1.2-1.3 ล้านคันจากปัจจุบันที่มีการผลิตไม่เกิน 1 ล้านคัน

ในขณะที่ภาคการผลิตปัจจุบัน ตลาดในอาเซียนรวมกันมียอดผลิตประมาณ 5 ล้านคัน ขยายตัวต่อต่อเนื่อง จากในปี 2012 ที่มียอดผลิต 4.2 ล้านคัน และปีที่ผ่านมามียอดผลิต 4.4 ล้านคัน ทั้งนี้คาดว่าภายในปี 2020 อาเซียนจะมีการผลิตรถยนต์รวมสูงถึง 6 ล้านคัน

สำหรับไทยแม้จะเป็นประเทศที่มีการผลิตสูงแต่ในช่วงหลังการเติบโตช้าลง โดยในปี 2012 ไทยมีส่วนแบ่งภาคการผลิตรถในอาเซียน 41% ในปี 2013 ส่วนแบ่งการผลิตลดลงเหลือ 37% ซึ่ง 4% ที่หายไปพบว่าไปเติบโตที่อินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยต่างจากอินโดนีเซียตรงที่ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออก ในขณะที่อินโดนีเซียยังคงเน้นทำการผลิตเพื่อป้อนตลาดของตัวเองเนื่องจากมีประชากรมากถึง 260ล้านคน อย่างไรก็ตามในระยะยาวเมื่อประชากรอินโดนีเซียมีรายได้เพิ่มขึ้น จนสามารถซื้อรถได้ คาดว่าตลาดในอินโดนีเซียมีโอกาสจะแซงหน้าหน้าไทยเช่นกัน

ปัญหาในประเทศฉุดอุตฯรถยนต์

นาย ธนวัฒน์ คุ้มสิน เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) กล่าวว่า การรวมตัวของอาเซียน ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไม่เท่ากับปัญหาภายในประเทศของไทย โดยเฉพาะความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐและปัญหาความเชื่อมั่นในการลงทุน แม้อินโดนีเซียจะเอาอย่างไทยในหลายด้าน เช่น การส่งเสริมการผลิตรถยนต์ต้นทุนต่ำ กรีน คาร์ เป็นไปเพื่อเร่งสร้างปริมาณการผลิตให้คุ้มค่า เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องการการผลิตปริมาณมากเพื่อลดต้นทุน ซึ่งไทยผ่านจุดนั้นไปแล้วหลังมีกำลังการผลิต1 ล้านคัน

"โครงสร้างการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย จากนี้ไปคงต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพการแข่งขันไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง เป็นการแข่งขันเพื่อการส่งออก การส่งเสริมรถอีโค คาร์เฟส 2 ก็เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ตลาดนานาชาติที่มีลักษณะความต้องการรถเก๋งมากว่ารถปิคอัพ โดยไทยต้องส่งเสริมการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น" นาย ธนวัฒน์ กล่าว

ปัจจัยลบภายในฉุดศักยภาพ

นางอัชณา กล่าวเพิ่มเติมว่า ศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในภูมิภาคยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการผลิตสามารถทำได้ถึง 3 ล้านคัน แต่ภาพรวมไตรมาสแรกตลาดภายในหายไป 40% จากปัจจัยลบต่างๆ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไทยจะผ่านพ้นปัญหาต่างๆมาได้ เหมือนเช่นที่ผ่านมา เช่น การปิดสนามบิน น้ำท่วมใหญ่ ปัญหาวิกฤตการเมือง

"บางทีเราจะสะดุดขาตัวเองกับปัญหาการเมือง หรือในแง่ของโปรแกรมพิเศษ จะทำให้สิ่งที่เราตั้งใจไว้เป็นไปตามนั้นหรือเปล่า เหมือนเราจะเจอปัญหาปัญหามาโดยตลอด นับตั้งแต่ ปี 2005 ที่เป็นปีเริ่มต้นฉลอง 1 ล้านคันของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไทย"

นางอัชณา กล่าวว่า อินโดนีเซีย มีการจัดทำรายงานถึง ศักยภาพของไทย และมีท่าทีที่ น้อยเนื้อต่ำใจถึงการที่บริษัทรถยนต์มาขยายการลงทุนในไทยจนทำให้ ไทยเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคและยิ่งมีการเปิดเสรี ในภูมิภาคก็กังวลว่ารถไทยจะบุกไปในประเทศของตนมากขึ้นในขณะที่ อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ยังไม่พร้อม

ทีดีอาร์ไอชี้นักลงทุนหันสนใจ'เอฟทีเอ'

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าในส่วนของการเจรจาเพื่อให้ได้เงื่อนไข นั้นหลายประเทศที่จะมาลงทุนไม่ค่อยสนใจกรอบของ เออีซี แต่ประเทศที่จะมาลงทุนนั้นสนใจพูดคุยในกรอบเอฟทีเอมากกว่าและยานยนต์ก็ได้เจรจาเรื่องภาคบริการทั่วไป แต่อยากทำเรื่องการผลิตมากกว่า

" ขณะนี้ ต้องจับตาดูว่า อียูจะเจรรจากับไทยอย่างไรเพราะว่า ญี่ปุ่นได้เจเทปป้าไปแล้ว ในขณะที่อเมริกาได้รับอานิจสงค์จากกฏหมายการค้าไทยอเมริกา ปี 1966 ซึ่งเป็นหลักการที่ขัดกับ ดับบริวทีโอ ที่สมควรต้องยกเลิกไปนานแล้ว แต่กฎหมายนี้ระหว่างไทยกับอเมริกาก็ยังมีอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ถึงการที่อียูจะหยิบยกข้อตกลงนี้มาฟ้องดับบริวทีโอ "