วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.เล็งลงทุนท่อน้ำมันอีสาน-เหนือแทนแทปไลน์

ปตท.พร้อมลงทุนท่อส่งน้ำมันและคลังน้ำมันภาคเหนือ อีสาน แทน แทปไลน์ ยอมรับผลตอบแทนน้อย ชี้จำเป็นสนองนโยบายกระทรวงพลังงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

นายชวลิต พันธ์ทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปตท.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่อน้ำมันที่จะวางท่อไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างท่อส่งน้ำมันทั่วประเทศ โดยขณะนี้มี 3 หน่วยงานต่างทำการศึกษากันเอง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ที่ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการ ,บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด หรือ แทปไลน์ และ ในส่วนของ ปตท. ทั้งนี้คาดว่าบริษัท แทปไลน์ น่าจะศึกษาเสร็จไป 80% แล้ว คาดว่าจะมีผลสรุปประมาณกลางปี 2557 นี้

ทั้งนี้หากพบว่าแทปไลน์ไม่สามารถดำเนินการสร้างได้ มีความเป็นไปได้ที่ทางกระทรวงพลังงานจะนำโครงการดังกล่าวมาดำเนินการเอง โดยให้ ปตท. เป็นผู้ลงทุน ดังนั้น ปตท.จึงต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ควบคู่ไปด้วย โดยศึกษาทั้งทางด้านเงินลงทุน กำหนดพื้นที่วางท่อน้ำมันที่เหมาะสม ผลกระทบสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการศึกษาภายในปี 2557 นี้เช่นกัน

โครงการท่อส่งน้ำมันถือว่าเป็นประโยชน์โดยรวมต่อประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุในการขนส่งน้ำมันบนท้องถนน ประชาชนมีโอกาสใช้น้ำมันได้อย่างทั่วถึงและสะดวกขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าต้นทุนการลงทุนค่อนข้างสูง เพราะยิ่งวางท่อในระยะไกล ต้นทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่กระทรวงพลังงานคาดหวังว่าราคาน้ำมันที่ส่งไปตามท่อจะมีราคาถูกลงกว่าการขนส่งทางรถบรรทุกนั้น อาจจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการทำให้ราคาน้ำมันทางท่อถูกกว่าการขนส่งทางรถ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินสนับสนุนเพื่อให้ราคาถูกลง

นายชวลิต กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการให้ ปตท. เป็นผู้ลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันภายในประเทศแทนรัฐบาลนั้น ทาง ปตท.จะต้องวางแผนสร้างคลังน้ำมันสำหรับจ่ายลงตามท่อต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวท่อน้ำมันด้วย ซึ่งจะต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก แต่จะไม่สร้างคลังน้ำมันตลอดแนวท่อ เพราะเป็นการสิ้นเปลือง โดยมีแนวทางจะสร้างคลังศูนย์กลางเพียงภาคละ 1 แห่งเท่านั้น เช่น หากสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือ และภาคอีสาน ก็จะมีคลังน้ำมันที่ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคอีสานอีก 1 แห่งเท่านั้น

ทั้งนี้มองว่าการลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจอื่น แต่เนื่องจากเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนและลดอุบัติเหตุทางท้องถนน ปตท.ก็คงต้องเข้าไปร่วมลงทุน ด้วยเพราะหากถือเป็นการลงทุนเพื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สำหรับยอดขายน้ำมันของ ปตท. ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ. 2557) พบว่ายอดขายน้ำมันยังคงเติบโต 1-2% เมื่อเทียบกับปี 2556 แต่ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 2-3% เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันลดลงจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ที่ยอดขายของปตท.ลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกค่ายน้ำมันประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุนสร้างปั๊มน้ำมันของ ปตท.ในอนาคต โดยปี 2557 นี้คาดว่าจะขยายปั๊มเพิ่มอีก 40 แห่ง และปรับปรุงปั๊มอีก 200 แห่ง ทั้งนี้เพื่อชดเชยปั๊มที่ปิดลงไปประมาณ 10 แห่ง เพราะหมดอายุสัญญาเช่าที่ดิน

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทต่างประเทศกว่า 100 ราย เพื่อคัดเลือกนำธุรกิจด้านอาหารจานด่วน(fast food)มาจำหน่ายในปั๊มปตท. ทุกแห่ง เพื่อให้ ปตท.เป็นเจ้าของกิจการฟาดฟู้ดของตัวเอง เช่นเดียวกับธุรกิจอเมซอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(non oil)ในอนาคตต่อไป