วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงไทยปักธงเช่าซื้อปี60ติด1ใน3

กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่งปรับยุทธศาสตร์ คุมเข้มสินเชื่อหลังเศรษฐกิจไม่ดี หนี้ครัวเรือนพุ่ง วางแผนติดท็อป 3 ของสินเชื่อใหม่ใน 3 ปีข้างหน้า

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย และประธานกรรมการ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ โดยเน้นความระมัดระวังในการให้สินเชื่อมากขึ้นเพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดี หนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงดังนั้นจึงต้องหันมาเน้นลูกค้าพันธมิตรที่มีการจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคาร เป็นต้น และเตรียมออกผลิตภัณฑ์รองรับกับกลุ่มนี้โดยเฉพาะเนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ

นายภิญญาวัฒน์ จันทรกานตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง กล่าวว่า นโยบายของบริษัท คือ ต้องติดTop 3 สำหรับยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ได้ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าให้ได้ หรือ ในปี 2560 โดยต้องมียอดสินเชื่อปล่อยใหม่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาทต่อปีและต้องมียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 2 แสนล้านบาทบนพื้นฐานที่ยังไม่ได้ไปซื้อกิจการของรายอื่นเข้ามา

สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเฉพาะรถยนต์เล็กปีนี้ที่ตั้งไว้ 3 หมื่นล้านบาทคาดว่าอาจต่ำกว่าเป้า เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้อ โดยใน 2 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ใหม่หายไป 40% ขณะที่ยอดขายรถใหม่ที่ประเมินเอาไว้ก่อนหน้าที่ 1 ล้านคันอาจจะมียอดการขอใช้สินเชื่อแค่ 4-5 แสนล้านบาทเท่านั้น บริษัทจึงจะเน้นคัดเลือกลูกค้าก่อนเลือกดีลเลอร์รถ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

เขากล่าวถึงเป้าหมาย สินเชื่ออุปโภคบริโภคในปีนี้ อยู่ที่ 2 พันล้านบาท สินเชื่อรถหมุนเงิน 5 พันล้านบาทสินเชื่อรถยนต์ใหม่ 2.5-3 หมื่นล้านบาทสินเชื่อผู้ประกอบการและเครื่องจักร 2.5-3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เพื่อส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปีนี้อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาทหรือ เติบโตประมาณกว่า 50% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านบาทส่วนเรื่องสัญญาณการผิดนัดชำระ นั้น ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์มือ 2 ที่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2556 และบางรายได้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ก็มีแต่บริษัทก็ควบคุมไม่ให้มีเอ็นพีแอลทั้งระบบไม่เกิน 2.5 จากปัจจุบันยอดเอ็นพีแอลรวมทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 3% หากแยกเป็นรถยนต์มือ 2 ยอมรับว่า มียอดเอ็นพีแอลเป็นตัวเลข 2 หลักจากยอดสินเชื่อรถยนต์มือ 2 ที่มีอยู่ประมาณ 5.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของพอร์ตสินเชื่อรวม

"เรายอมรับว่ามียอดเอ็นพีแอลรถยนต์มือ 2 เป็นตัวเลข 2 หลักแต่พอร์ตรถยนต์มือ 2 ของเรามีแค่ 5.7 พันล้านบาทเท่านั้นและที่สำคัญเราได้ชะลอให้สินเชื่อรถยนต์มือ 2 มาตั้งแต่ไตรมาส 2/2556 แล้วและหันมาเน้นรถยนต์ใหม่กับรถหมุนเงินแทน เพราะมาร์จินดีกว่า"

สำหรับยอดรถหมุนเงิน ณ ขณะนี้มีการเติบโตทุกเดือนคาดว่าในปีนี้น่าจะมียอดสินเชื่อรถหมุนเงินอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านบาท ณปัจจุบัน ปล่อยไปแล้วประมาณ 400 ล้านบาทและจากการเปิดให้บริการสินเชื่อรถหมุนเงิน มาได้ 6 เดือน ยังไม่พบว่ามีเอ็นพีแอลเลย แต่มียอดชำระล่าช้าบ้างแต่สุดท้ายก็มีการชำระเข้ามา

ทางด้านบริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้ง เตือนวันนี้ว่า หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นอาจจะส่งให้หนี้เสียธนาคารอาจจะเพิ่มขึ้นตาม หากผู้บริโภคไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ โดยหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูง ที่ 82. 3 % ของจีดีพี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากระดับ 77.3 % เมื่อสิ้นปีก่อนหน้า อัตราการเพิ่มของหนี้สินภาคครัวเรือนเมื่อปีที่ผ่านมามีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยขยายตัว 11.4% และคาดว่า การขยายตัวของหนี้ส่วนนี้จะชะลอลงอีกในปีนี้ เนื่องจากโครงการรถยนต์คันแรกได้สิ้นสุดลง เศรษฐกิจขยายตัวช้าลง และธนาคารมีความระมัดระวังปล่อยกู้มากขึ้น แต่เชื่อว่า ธนาคารจะสามารถบริหารจัดการสิ้นทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพลงได้ หากเศรษฐกิจไม่ตกต่ำไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นเวลานาน

"ธนาคารของรัฐบาลมีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากปล่อยกู้ให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย โดยปล่อยกู้ให้ภาคครัวเรือนคิดเป็น 29.5% ของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด ส่วนธนาคารเอกชนน่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจาก ธนาคารเหล่านี้มีสินเชื่อภาคครัวเรือนเพียง 42.5% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมด นอกจากนี้สินเชื่อเพื่อการบริโภคมีเพียง 30 % ของสินเชื่อก้อนนี้ ธนาคารพาณิชย์มีเงินทุนที่ค่อนข้างสูงและมีการกันสำรองไว้ในระดับสูง"

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่า คุณภาพของสินทรัพย์ของธนาคารด้อยค่าลง เนื่องจากเอ็นพีแอลของสินเชื่อเพื่อการบริโภคได้เพิ่มขึ้นจาก 1.9 % เมื่อปีก่อนหน้าเป็น 2.2% เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา สินเชื่อทีได้รับความสนใจเป็นพิเศษได้เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน หากสินเชื่อยังขยายตัวต่อไปจะทำให้อัตราส่วนระหว่างสินเชื่อกับเงินฝากยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วที่ 97%

นอกจากผู้ให้กู้เงินที่ไม่ใช่ธนาคารและ บรรดาสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นกว่าธนาคาร เนื่องเป็นผู้ให้กู้ภาคครัวเรือนถึง 28% หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่คาดจากภาวะความไม่สงบทางการเมือง อาจจะมีปัญหาต่อธนาคาร หากรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบ และผู้บริโภคมีความสามารถในการชำระหนี้ได้น้อยลง อันดับความน่าเชื่อถือของเครดิตประเทศจะได้รับผลกระทบได้ด้วย