ครม.ไฟเขียวตั้งบอร์ดบีโอไอ พร้อมเปิดทางเป็นแนวทางแต่งตั้งคณะกรรมการในหน่วยงานรัฐ ส่งผลพิจารณาอนุมัติโครงการกว่า 6 แสนล้าน
จับตา! ครม.ไฟเขียวตั้งบอร์ดบีโอไอ พร้อมเปิดทางเป็นแนวทางแต่งตั้งคณะกรรมการในหน่วยงานรัฐ ส่งผลพิจารณาอนุมัติโครงการกว่า 6 แสนล้าน ด้าน 10 ค่ายรถยนต์ ยื่นขอ "อีโคคาร์ เฟส2" มูลค่าลงทุนกว่า 1.3 แสนล้านบาท กำลังการผลิต 1.58 ล้านตันต่อปี คาดดันยอดผลิตทะลุเป้า 3 ล้านคัน ในปี 2560 ขณะที่ยอดขอบีโอไอ 2 เดือนแรก ร่วง 46% เงินลงทุนลดลง 58%
โครงการลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สามารถเดินหน้าได้แล้ว หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่
ที่ผ่านมา โครงการที่ยื่นขอบีโอไอไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากรัฐบาลยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นแทน ส่งผลให้โครงการทั้งหมดต้องรอการอนุมัติ โดยความล่าช้าดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนเป็นอย่างมาก เพราะว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบีโอไอเมื่อไร
การลงทุนของภาคเอกชนหดตัวอย่างชัดเจน ตั้งแต่วิกฤติการเมืองในไตรมาส 4 โดยล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าในเดือนก.พ. 2557 การลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากเครื่องชี้วัดดัชนีการลงทุนภาคเอกชน หดตัว 7.7%
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (1 เม.ย.) เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาโครงการลงทุนที่ขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ค้างการพิจารณาราว 6 แสนล้านบาทได้
"เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะดำเนินการให้ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่เพื่อดำเนินการพิจารณาเรื่องที่ค้างการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งพบว่าระหว่างที่มีการยุบสภา มีนักลงทุนได้ยื่นเรื่องเพื่อขอส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่เดือนต.ค. 2556 ค้างการพิจารณาจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาท แต่เนื่องจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหมดวาระไปตั้งแต่เมื่อเดือนธ.ค. 2556" นายชลิตรัตน์ กล่าว
คาดตั้งบอร์ดได้ภายใน 2 สัปดาห์
นายอุดม กล่าวว่า ตนขอตรวจสอบมติ ครม.ก่อน หารือกับ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการบีโอไอ สรรหาบุคคลที่จะเข้ามาเป็นบอร์ด จากนั้น รมว.อุตสาหกรรม ก็จะนำเสนอไปให้กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
ทั้งนี้ การที่สามารถตั้งบอร์ดบีโอไอ ได้อย่างรวดเร็ว ก็ทำให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้นมาก ซึ่งอาจจะทำให้ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ 9 แสนล้านบาท แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการทางการเมืองด้วย ถ้าจบเร็วภายในไตรมาส 2 ก็ยังมีเวลาพอที่จะดึงนักลงทุนกลับมา แต่ถ้ายืดเยื้อเกิน 9 เดือน ก็จะกระทบต่อเป้าหมายบีโอไอพอสมควร ซึ่งอีก 3 เดือนข้างหน้า บีโอไอ จะนำตัวเลขต่างๆ มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่า จะปรับเป้าบีโอไอ หรือไม่
นอกจาก คณะกรรมการบีโอไอ แล้ว นายชลิตรัตน์ กล่าวว่า ครม.เห็นชอบ เรื่องการแต่งตั้งกรรมการในช่วงยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ
ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ผ่านมา มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ต้องยุติการทำหน้าที่เนื่องจากหมดวาระ และต้องแต่งตั้งกรรมการให้ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการตามวาระ ประกอบกับในช่วงดังกล่าวได้มีมติครม.เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2556 และ มติครม.วันที่ 11 ก.พ. 2557 กำหนดไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมการตามกฎหมาย ในกรณีที่มีตำแหน่งว่างลง ระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไปนั้น
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณา และนำรายงานต่อที่ประชุมครม.ว่า ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและมีมติว่าเรื่องดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า การสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตามกฎหมายกำหนดเป็นการดำเนินการ ที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานกำหนด
ดังนั้น จึงสามารถดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติ และเมื่อคณะกรรมการได้รับการแต่งตั้ง ก็สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายแต่ละฉบับกำหนดได้
"ครม.จึงได้เห็นชอบมติของคณะกรรมการกฤษฎีกา และได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับการตั้งคณะกรรมการตามที่มีกฎหมายของหน่วยงานรัฐกำหนดไว้"
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานของรัฐอีกหลายหน่วยงานที่ได้ส่งเรื่องมาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สำนักเลขาธิการครม.โดยใช้เรื่องดังกล่าวเป็นแนวทางสำหรับการตั้งคณะกรรมการตามที่มีกฎหมายของหน่วยงานรัฐกำหนดต่อไป เช่น การแต่งตั้งอธิการบดี หรือ นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย, คณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ประธานกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน, กรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527, กรรมการตุลาการ ศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เผย10ค่ายรถยื่นขออีโคคาร์เฟส2
ด้าน นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังการปิดรับคำขอรับส่งเสริมการลงทุนของโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 หรือ อีโคคาร์ 2 ซึ่งเปิดให้ภาคเอกชนยื่นขอรับส่งเสริมมาตั้งแต่ปลายเดือนส.ค. 2556 และครบกำหนดในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ 31 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา มีบริษัทยื่นขอรับส่งเสริมทั้งสิ้น 10 ราย รวมมูลค่าเงินลงทุน 138,889 ล้านบาท รวมกำลังการผลิต 1,581,000 คันต่อปี
"ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากเกินคาด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก และยังส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนของไทยที่จะต้องผลิตป้อนให้กับค่ายรถยนต์ใช้ในการผลิตอีโคคาร์ 2 ด้วย"
มั่นใจดันยอดผลิตรถตามเป้า3ล้านคัน
นายอุดม กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 10 ราย ที่ยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนโครงการอีโคคาร์ 2 แบ่งเป็นผู้ผลิตรายใหม่จำนวน 5 ราย เงินลงทุนรวม 86,810 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 753,000 คันต่อปี และผู้ผลิตรายเดิมจำนวน 5 ราย มีเงินลงทุนรวม 52,079 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 828,000 คันต่อปี
“ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ บีโอไอจะได้มีการพิจารณารายละเอียดคำขอของแต่ละรายว่าเป็นไปตามเกณฑ์และข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของบีโอไอหรือไม่ และสำหรับโครงการที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดครบถ้วน ก็จะได้นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอทันทีที่มีการแต่งตั้ง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผนงาน และในอนาคต โครงการอีโคคาร์ 2 จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคันภายในปี 2560 อย่างแน่นอน” เลขาธิการบีโอไอกล่าว
จับตาโฟล์ค-เอ็มจี ผู้เล่นหน้าใหม่
สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นค่ายรถหน้าใหม่สำหรับโครงการเฟส 2 นั้น ถือเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดไทย 2 ค่ายที่น่าจับตามอง คือ ค่าย โฟล์คสวาเกน และ เอ็มจี ทั้งนี้ โฟล์คสวาเกน ได้ศึกษาลู่ทางการลงทุนมายาวนาน แม้ว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ โฟล์คสวาเกน มีจำหน่ายในประเทศไทยในรูปแบบรถนำเข้าสำเร็จรูป แต่เนื่องจากราคาไม่สามารถแข่งขันได้กับผู้ผลิตที่มีโรงงานประกอบในประเทศไทยได้ ทำให้มียอดขายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า โฟล์คสวาเกน เอจี ได้เตรียมเข้ามาลงทุน ในประเทศไทย เพื่อรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม การที่โฟล์คสวาเกน ยื่นเรื่องเข้ารับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการเฟส 2 แสดงให้เห็นทิศทางของรถเยอรมันค่ายใหญ่แห่งนี้ ถึงฐานการผลิตของภูมิภาคว่าอยู่ในไทยและสอดคล้องกับแหล่งข่าวที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า ในปีหน้า โฟล์คสวาเกน จะเข้ามาเริ่มปูทางการทำตลาดด้วยการจองพื้นที่ แสดงรถยนต์ในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 (ปี 2015)
ในส่วนของ เอ็มจี รถอังกฤษ ในเครือซีพี อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของเอ็มจีในภูมิภาค โดย กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมทุนกับบริษัท เซียงไฮ้ ออโต้โมทีฟอินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น (เซค) ประเทศจีน ตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี สัดส่วน 49% กับ 51% ลงทุนเฟสแรก กว่า 1 หมื่นล้านบาท ผลิตรถยนต์ คอมแพค เครื่อง 1,500 ซีซี ทั้งนี้ เอ็มจี อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน เฟสแรก ขนาดการผลิต 5 หมื่นคันต่อปี และหากโครงการสมบูรณ์ จะสามารถผลิตได้ 2 แสนคันต่อปี
รวมยอดคำขอบีโอไอกว่า6.7แสนล้าน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางบีโอไอยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของค่ายรถที่ยื่นครั้งนี้ได้ เนื่องจากหลายค่ายรถยนต์ได้ขอไม่ให้เปิดเผย จนกว่าจะได้รับการอนุมัติ โดยค่ายรถเดิมที่เข้าร่วมในโครงการแรกและได้ยื่นเฟส 2 ต่อ 5 ราย ได้แก่ โตโยต้า ซูซูกิ นิสสัน ฮอนด้า และ มิตซูบิชิ
สำหรับรายใหม่ที่ประกาศจะเข้าร่วมในโครงการเฟส 2 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมี ฟอร์ด มาสด้า เจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) โฟล์คสวาเก้น และ จีเอ็ม ในเครือซีพี
สำหรับโครงการที่รออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบอร์ดบีโอไอ ขณะนี้มีประมาณ 400 โครงการ รวมเป็นมูลค่ากว่า 5.4 แสนล้านบาท
หากรวมยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีโคคาร์ 2 ที่มีจำนวน 138,889 ล้านบาท จะทำให้มีมูลค่าโครงการที่รอขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 6.7 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี ฮาร์ดดิสก์ เคมีภัณฑ์ และสินค้าแปรรูปเกษตร เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีมูลค่าการลงทุนเกิน 200 ล้านบาท ซึ่งเข้าเงื่อนไขจะต้องให้บอร์ดบีโอไอเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจนจากกฤษฎีกาว่าจะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
คาดทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมาย 1 ล้านล้าน
การขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือนม.ค.-ก.พ. 2557 เริ่มได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ได้ปรับลดลงเกือบ 50% โดยโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนมีเพียง 188 โครงการ ลดลงถึง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ส่วนมูลค่าการลงทุนมีเพียง 6.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556
"คาดว่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 จะไม่ถึงเป้าหมายที่ 1 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะได้แค่ 8-9 แสนล้านบาท และต่ำกว่าปี 2556 ที่มีมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านบาท"









