ธปท.คาดปีนี้โต2.7%หากตั้งรัฐบาลได้กลางปี ส.อ.ท.ชี้ลงทุนเอกชนติดปัญหาบอร์ดใหม่ "บีโอไอ"
ธปท.ระบุเศรษฐกิจในเดือนก.พ.ยังหดตัวต่อเนื่องทุกส่วน จากปัญหาการเมืองกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค-ลงทุน ขณะท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น คาดแนวโน้มไตรมาสแรกจ่อติดลบ คาดไตรมาส 2 เริ่มฟื้น จากปัจจัยหนุน "ส่งออก-ท่องเที่ยว" ขณะที่ส.อ.ท.เผยลงทุนสัญญาณชะลอจากนำเข้าลด เหตุติดปัญหาไร้บอร์ดบีโอไอ ค้างอนุมัติโครงการ 5 แสนล้าน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจในเดือนก.พ. ชะลอตามคาดหมายก่อนหน้านั้น จากผลกระทบทางการเมืองเริ่มลุกลามไปหลายส่วน จากเดิมที่กระทบต่อการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย เริ่มเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชน
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนก.พ.2557 โดยภาพรวมยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ครัวเรือนและธุรกิจระมัดระวังการใช้จ่ายทั้งเพื่อการบริโภคและลงทุน
"จากข้อมูลที่ออกมา ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2557 อาจหดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 เพียงแต่เรื่องนี้ถือว่าอยู่ในการประมาณการของ ธปท. อยู่แล้ว"
นายเมธี กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป จะหดตัวลงต่อเนื่องจนเข้าข่ายภาวะถดถอยทางเทคนิค (TECHNICAL RECESSION) หรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามดู โดยต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ เพราะตามนิยามของภาวะถดถอยทางเทคนิค หมายความว่าเศรษฐกิจมีการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยเปรียบเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส แต่จากการประมาณการของ ธปท. ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ของปีนี้ จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยได้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วย
"ถ้าดูภาพรวมไตรมาสแรก ก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะหดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อนหน้า แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในประมาณการของเราอยู่แล้ว โดยเรายังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเริ่มรีบาวด์กลับขึ้นมาได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็จะไม่เข้าข่ายภาวะถดถอยทางเทคนิค" นายเมธีกล่าว
ส่วนสาเหตุที่มองว่าภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว จะเริ่มฟื้นกลับมาได้ในช่วงไตรมาส 2 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ทำให้การส่งออกเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ โดยธปท.ยังประเมินว่าการส่งออกในปีนี้ทั้งปีน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4.5% หรือมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยไม่น้อยกว่าเดือนละ 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์
สำหรับภาคการท่องเที่ยวในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะหดตัวลง 8.1% ซึ่งถือเป็นการหดตัวลงครั้งแรกในรอบ 2 ปี 3 เดือนนับจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนพ.ย. 2554 โดยขณะนั้นการท่องเที่ยวหดตัวลงประมาณ 12.7% แต่ยังเชื่อว่า การท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว โดยเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวล่าสุดที่ดูจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
คาดส่งออก-ท่องเที่ยวฟื้นตัวไตรมาส2
"โดยปกติแล้ว การท่องเที่ยวเป็นภาคที่มีการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นว่าในอดีตตอนที่เกิดปัญหาการเมืองช่วงปี 2553 หรือตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ช่วงนั้นนักท่องเที่ยวก็หดตัวลงไปมาก แต่หลังสถานการณ์คลี่คลาย ก็กลับมาเติบโตได้ดีดังเดิม สาเหตุอาจเป็นเพราะนักท่องเที่ยวที่มาไทย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในกลุ่มเอเชียเป็นหลัก ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่นานนัก" นายเมธีกล่าว
นายเมธี กล่าวว่า ถึงแม้ธปท.จะมองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวกลับมาได้จากภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เข้าข่ายภาวะถดถอยทางเทคนิค แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่เห็นสัญญาณที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง
"ขณะนี้ ธปท. ยังมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2557 น่าจะเติบโตได้ประมาณ 2.7% โดยเป็นการประมาณการบนสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัวในช่วงกลางปีนี้"
เศรษฐกิจเดือนก.พ.ชี้ชัดรับผลการเมือง
นายเมธี กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. 2557 การหดตัวของการบริโภคและการลงทุนที่เกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ จนทำให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจระมัดระวังการใช้จ่ายทั้งการบริโภคและลงทุนนั้น ถือว่าสอดคล้องกับการนำเข้าสินค้าและภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว แต่การส่งออกสินค้าปรับตัวดีขึ้นตามแนวโน้มอุปสงค์จากต่างประเทศ
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่า การว่างงานอยู่ระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตามราคาอาหารสดและราคาอาหารสำเร็จรูป ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากการนำเข้าที่หดตัวเป็นสำคัญ ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลจากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นจากต่างประเทศของสถาบันรับฝากเงิน และการขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติรวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศของนักลงทุนใหม่ โดยรวมดุลการชำระเงินขาดดุล
"การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัว เนื่องจากความเชื่อมั่นภาคเอกชนได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสถานการณ์การเมือง โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังลดลงต่อเนื่องติดกันมาร่วม 1 ปี ล่าสุดหดตัว 2.5% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ตามการใช้จ่ายที่ลดลงทั้งในหมวดสินค้าคงทนและไม่คงทน ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน หดตัว 7.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หดตัวต่อเนื่อง" นายเมธีกล่าว
การเติบโตของสินเชื่อภาคเอกชนในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 8.6% โดยเป็นการเติบโตในส่วนของสินเชื่อครัวเรือนที่ 9.4% และ สินเชื่อภาคธุรกิจที่ 7.6% ส่วนเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตามราคาอาหารสดและการส่งผ่านต้นทุนก๊าซหุงต้นไปยังอาหารสำเร็จรูป
จับตาแนวโน้มนำเข้าลดลง
นายเมธี กล่าวว่า ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลกว่า 5.06 พันล้านดอลลาร์ โดยเป็นผลจากการเกินดุลการค้า อันเป็นผลจากการส่งออกที่ดีขึ้น ขณะที่การนำเข้าหดตัวลงค่อนข้างมาก ประกอบการในช่วงนี้การส่งเงินกำไรกลับของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มน้อยลง ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกค่อนข้างมาก
"การนำเข้าที่หดตัวลงค่อนข้างมาก โดยในเดือนก.พ.หดตัวลง 18.9% แต่ถ้าหักทองคำออกจะหดตัวลง 8.9% ก็ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามดู โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนพวกวัตถุดิบต่างๆ เพื่อใช้ในการผลิต ที่อาจมีผลต่อการลงทุนในระยะต่อไป แต่ถ้าดูการนำเข้าสินค้าทุนที่มาผลิตเพื่อส่งออกนั้น พบว่ายังมีแนวโน้มที่ดีอยู่" นายเมธีกล่าว
ส.อ.ท.ชี้แนวโน้มลงทุนชะลอ
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการลงทุนที่เริ่มชะลอลงต่อเนื่องจากยอดนำเข้าสินค้าทุนลดลงและอาจกระทบต่อศักยภาพของการส่งออกในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มการลงทุนที่รอรับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งผู้ที่มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ต้องการรับสิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนฉบับปัจจุบันที่จะหมดอายุในปีนี้ ถ้าพิจารณาไม่ทันก็จะต้องใช้กรอบการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นให้การส่งเสริมฯในกลุ่มของผู้ที่มีนวัตกรรมใหม่ ทำให้อาจจะไม่ได้รับการส่งเสริมฯได้
“หากการเมืองยืดเยื้อจนไม่สามารถตั้งบอร์ดบีโอไอได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มของอิเล็กทรอนิกส์ ที่ในขณะนี้ไทยมีแต่เทคโนโลยีการผลิตแบบเก่า ไม่มีเทคโนโลยีผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ซึ่งขณะนี้นักลงทุนไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ เพราะบีโอไอไม่สามารถให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนได้ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นได้” นายวัลลภ กล่าว









