วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดหั่นเรทติ้งไทย'เบี้ยประกันความเสี่ยง'พุ่ง

ธปท.เผยค่าประกันความเสี่ยงผิดชำระหนี้ของไทยเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อ สะท้อนตลาด คาดไทยอาจถูกหั่นเรทติ้ง

เบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดชำระหนี้ของไทยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเงินรับข่าวกรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่ออาจจะปรับเรทติ้งของไทย หลังจากที่บริษัทจัดลำดับเครดิตหลายแห่งออกมาเตือนหลายครั้งถึงสถานการณ์การเมือง อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เท่าที่ติดตามดูการเคลื่อนไหวในตลาดการเงิน พบว่า ตลาดบางส่วนเริ่มจะตอบรับข่าวดังกล่าวไปบ้างแล้ว สะท้อนผ่านตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ หรือ Credit Default Swap (CDS) ที่เริ่มปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 จนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1.3%

"ถ้าเราถูกปรับลดเครดิตลงจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ต้นทุนการเงินจะเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าตลาดเงินเองได้รับรู้ข่าวนั้นไปแล้วหรือยัง ซึ่งวิธีหนึ่งที่ใช้วัดได้ คือ ดูตัว ซีดีเอส ว่าเป็นอย่างไร มีการปรับขึ้นมามากน้อยแค่ไหน โดยของเราตอนนี้อยู่ที่ 1.3% มาเลเซีย อยู่ที่ 1.05% ส่วนฟิลิปปินส์อ ยู่ที่ 1.1% ทั้งที่อันดับเรทติ้งของฟิลิปปินส์อยู่ต่ำกว่าเราด้วย"นางรุ่ง กล่าว

นางรุ่ง กล่าวว่า ดอกเบี้ยของตราสาร ซีดีเอสของไทยเริ่มขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้อัตราดอกเบี้ย CDS ของไทยอยู่ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ที่ 1.1% ซึ่งถ้าดูจากประเด็นนี้ ก็อาจสะท้อนได้ว่า ตลาดเริ่มรับข่าวเกี่ยวกับอันดับเรทติ้งของประเทศไทยไปบ้างแล้ว

การจัดเรทติ้งดูจาก 3 ปัจจัยหลัก

นางรุ่ง ยังกล่าวด้วยว่า การพิจารณาอันดับเรทติ้งของสถาบันจัดอันดับเรทติ้งจะดูจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ดูว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศมีปัญหาความรุนแรง หรือมีสถานการณ์ที่ยืดเยื้อหรือไม่ 2.ดูว่าฐานะการคลังของประเทศเป็นอย่างไร และ 3.ดูว่าความเข้มแข็งทางด้านต่างประเทศเป็นอย่างไร

"ในส่วนของไทย ถ้าดูความเข้มแข็งทางด้านต่างประเทศแล้วความเสี่ยงในส่วนนี้ถือมีน้อย ส่วนเรื่องฐานะการคลังนั้นถ้าดูจากตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยแล้ว ถือว่ายังอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงมีเพียงปัจจัยเรื่องการเมืองอย่างเดียวที่อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้อันดับเครดิตไทยถูกปรับลดลงมาได้"

ส่วนคำถามที่ว่า หากประเทศไทยถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งลงมาจริง และทำให้เกิดเงินทุนไหลออก การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจในประเทศจะมีความยากลำบากมากขึ้นหรือไม่นั้น นางรุ่ง กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ต้องดูว่า ตลาดเงินได้รับข่าวสารเกี่ยวกับปัจจัยดังกล่าวไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็สะท้อนผ่านตราสาร ซีดีเอส

คาดไทยถูกหั่นเครดิตหนึ่งขั้น

ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไทย จะถูกปรับลดมุมมอง อันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรทติ้ง) ลงจากระดับที่มี "เสถียรภาพ" เป็น "ลบ" ได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ชะลอตัวลงชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ระยะต่อไปประเทศไทยอาจถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งลงอย่างน้อย 1 ขั้น หากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยยังคงยืดเยื้อและไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ

"มีโอกาสสูงที่เราจะถูกปรับเอาท์ลุคก่อนภายในไม่กี่เดือนนับจากนี้ แต่หลังจากถูกปรับเอาท์ลุคลงมาแล้ว คนที่ปรับก็คงให้เหตุผลว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อ แต่ถ้ามองไปข้างหน้าคงไม่ได้มีแต่เฉพาะความเสี่ยงด้านการเมืองอย่างเดียว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจก็เริ่มเห็นผลกระทบจนกลายเป็นความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น และมันกระทบ 2 ต่อ ทั้งการบริโภคและการลงทุน ดังนั้น หากการเมืองยังคงยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 3 อาจทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ไม่เติบโตเลย หรืออาจถึงขั้นติดลบได้" นายอมรเทพ กล่าว

จากนี้ไปจนถึงไตรมาส 3 ยังพอมีเวลาในการจัดการกับปัญหา เพียงแต่แม้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป แต่ภาพรวมเศรษฐกิจคงไม่ได้ฟื้นขึ้นในทันทียังต้องใช้เวลาบ้าง

ส่วนการตั้งความหวังว่า ภาคการส่งออกไทยจะเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้เติบโตได้นั้น นายอมรเทพ มองว่า มีความเป็นไปได้น้อย เพราะการจะดูว่าภาคส่งออกฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ ควรต้องรอดูอีกอย่างน้อย 2 เดือน เพราะการเติบโตของการส่งออกในช่วงเดือนก.พ. ที่โต 2.4% นั้น อาจเกิดจากปัจจัยพิเศษ 2 ปัจจัยได้ คือ การเร่งนำเข้าสินค้าจากจีนหลังจากที่มีการหยุดยาวในช่วงตรุษจีน และการเร่งนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น ที่กำลังจะมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในวันที่ 1 เม.ย. นี้

"ก่อนหน้านี้ จีนหยุดนำเข้าสินค้าไปพอสมควรในช่วงตรุษจีน พอเขากลับมาจึงเร่งนำเข้าชดเชย และ ญี่ปุ่น กำลังจะขึ้นภาษีแวตจาก 5% เป็น 8% ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ทำให้ภาคธุรกิจเขาเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ ดังนั้นการจะยืนยันว่า การส่งออกของเรากลับมาเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังคงต้องรอดูตัวเลขอีกสักระยะก่อน" นายอมรเทพ กล่าว

โพลล์ชี้กูรูเชื่อปีนี้ไทยถูกหั่นเรทติ้ง

ขณะที่ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ กรุงเทพโพลล์ ได้จัดทำผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 31 แห่ง รวม 66 คน ระหว่าง วันที่ 18-25 มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจไทยช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการขณะนี้ เริ่มมีแนวโน้มอ่อนแอลง และกว่าครึ่งหนึ่ง เชื่อว่าไทย จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ภายในสิ้นปีนี้

โดยผลสำรวจระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ 57.6% มองว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยใน ปัจจุบัน เริ่มอ่อนแอแล้ว และอีก 27.3% เห็นว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่อ่อนแอแล้ว โดยมีเพียง 12.1% ที่เห็นว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งอยู่

ขณะเดียวกัน มีนักเศรษฐศาสตร์ 39.4% ที่เชื่อว่าอันดับเครดิตของไทย จะคงอยู่ในระดับเดิมในปีนี้ ขณะที่ 31.8% เชื่อว่าอันดับเครดิตประเทศ จะถูกปรับ แนวโน้มจากมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) และ 24.2% เชื่อว่าอันดับเครดิตประเทศจะถูกปรับลดลงภายในสิ้นปีนี้

ส่วนคำถามที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยวิธีการลงทุนอื่น แทนการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือไม่นั้น ผลสำรวจพบว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ หรือ 84.8% เห็นด้วยที่จะให้มีการเดินหน้าด้วยวิธีการอื่น โดยมีเพียง 12.1% ที่ไม่เห็นด้วย และเห็นว่าควรจะชะลอแผนลงทุนออกไปก่อน นักเศรษฐศาสตร์ 63.6% ยังแสดงความเห็นด้วย หากจะมีการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน