ส่งออกเดือนก.พ. โต 2.43% ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก พาณิชย์มั่นใจทั้งปีโตได้ตามเป้า5% นักเศรษฐศาสตร์ห่วงการนำเข้าหดตัวต่ำกว่าคาด
รายงานการส่งออกเดือนก.พ. โต 2.43% ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ส่งผล 2 เดือนแรกโตได้ 0.2% ขณะที่นำเข้าติดลบต่อเนื่อง 16% ด้าน พาณิชย์ มั่นใจทั้งปีโตได้ตามเป้า 5% ระบุการเมืองยุติ มีโอกาสโต 10% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ส่งออกฟื้นตามคาด แต่ห่วงการนำเข้าหดตัวต่ำกว่าคาดในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าทุน หวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยในอนาคต
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนก.พ. มีมูลค่า 18,363 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.43% นำเข้ามูลค่า 16,596 ล้านดอลลาร์ ลดลง 16.62% ทำให้เดือนก.พ. เกินดุลการค้า 1,767 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ การส่งออก 2 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) มูลค่า 36,270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.20% นำเข้า มูลค่า 37,024 ล้านดอลลาร์ ลดลง 16% ทำให้ 2 เดือนแรกปีนี้ ขาดดุลการค้า 753 ล้านดอลลาร์
กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดว่า การส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในตลาดหลักของไทย
ตลาดหลักขยายตัว 2.3%
ตลาดหลักขยายตัว 2.3% โดย สหภาพยุโรป (15) ขยายตัว 7% ญี่ปุ่น ขยายตัว 2.7% ขณะที่ สหรัฐ ลดลง 2.3% ตลาดศักยภาพสูง ขยายตัว 0.2% โดยอาเซียน (9) ขยายตัว 0.9% ฮ่องกง 8.7% ขณะที่จีน ลดลง 0.8% อินเดีย ลดลง 9.6%
ตลาดศักยภาพรองขยายตัว 1.9% โดย ออสเตรเลีย ขยายตัว 0.8% ตะวันออกกลาง 0.4% แอฟริกา 3.6% ละตินอเมริกา 4.9% สหภาพยุโรป (12) 1.4% ส่วนตลาดสวิตเซอร์แลนด์ ขยายตัว 468.5% จากการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับ
คงเป้าส่งออกปีนี้โต 5%
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินการส่งออกทั้งปี 2557 ไว้ 3 กรณี ได้แก่ กรณี "Base case" ขยายตัว 5% จากปัจจัย เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.7% ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกในปี 2557 สูงขึ้น 1.3% และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ ในปี 2557 อยู่ที่ 31.5 บาทดอลลาร์
กรณีส่งออกขยายตัว 10% จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกขยายตัว 5.0% ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกในปี 2557 สูงขึ้น 3.0% และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ ในปี 2557 อยู่ที่ 34.0 บาทต่อดอลลาร์
หากไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสความเป็นไปได้ที่จะส่งออกได้ถึง 10% ตามกรณีนี้เพิ่มขึ้น กรณี "Worse case" ขยายตัว1% จากปัจจัย เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.5% ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกในปี 2557 สูงขึ้น 0.5% และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ ในปี 2557 อยู่ที่ 29.0 บาทต่อดอลลาร์
“ตอนนี้ยังไม่มีแผนที่จะปรับเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการที่กำหนดไว้ที่ 5% แม้จะมีปัญหาทางการเมือง และหากยืดเยื้อออกไปจนสิ้นปีก็ยังจะเน้นการทำงานต่อเนื่องไม่ต้องการให้เกิดความไม่มั่นใจว่าแผนการส่งออกจะต้องปรับไปปรับมา แต่ถ้ามีรัฐบาลได้โดยเร็วที่สุดก็จะดีมากเพราะหากไม่มีปัญหาการเมืองคิดว่าส่งออกไทยน่าจะขยายตัวได้ถึง 10% ” นางศรีรัตน์ กล่าว
ไม่ห่วงการนำเข้าติดลบเพราะบาทอ่อน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จากการทยอยการปรับลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ของ ธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งยังมีผลกดดันตลาดเงิน และ ปัจจัยภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภาวะภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตของภาคเกษตร และขณะเดียวกันอาจทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อความสามารถการแข่งขันด้านราคา
นางศรีรัตน์ กล่าวถึงการนำเข้าว่า แม้จะมีอัตราขยายตัวติดลบต่อเนื่องแต่ยังไม่ได้สะท้อนว่าการส่งออกในอนาคตจะมีปัญหา เนื่องจากการวิเคราะห์สาเหตุการนำเข้าที่ลดลงมาจากปัจจัย เงินบาทอ่อนค่าทำให้ผู้ประกอบการชะลอการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบไว้ก่อน
การนำเข้าทองคำพบว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเดือนก.พ. 2556 นำเข้า 2,176 ล้านดอลลาร์ แต่เดือนก.พ. 2557 นำเข้า 231 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้มีปัจจัยนำเข้าน้ำมันลดลงจากโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุง การนำเข้าเหล็กลดลงเป็นปัจจัยทางเทคนิค
สำหรับสินค้านำเข้าที่มีปริมาณลดลง เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่า 1,681.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.4%, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,018 ล้านดอลลาร์ ลดลง 18.2%, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 592 ล้านดอลลาร์ ลดลง 15.4%, ทองคำ 231 ล้านดอลลาร์ ลดลง 89.4%, เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 409 ล้านดอลลาร์ ลดลง 23.4%,
ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 697 ล้านดอลลาร์ ลดลง 37.9%, รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก 33 ล้านดอลลาร์ ลดลง 52.9%
นักวิเคราะห์ชี้ส่งออกฟื้นตามเศรษฐกิจโลก
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์แถลงว่ามีการเติบโต 2.4% นั้น เป็นไปตามที่มองไว้ โดยเหตุผลหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีการส่งออกที่ดีขึ้นตามลำดับ
“ตัวเลขการส่งออกยังดีขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ที่เริ่มดีขึ้นตามลำดับ อย่าง ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ตามภาวะความต้องการของตลาดโลกที่การฟื้นตัวเริ่มเข้าสู่ภาคธุรกิจมากขึ้น “
ส่วนแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ มองว่ายังสามารถเติบโตได้ที่ 4.5% แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ การเก็บภาษีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนเม.ย. ซึ่งหากมีการเก็บภาษีดังกล่าวจริง อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจพลาดเป้าหมายได้ ส่วนภาพรวมของการนำเข้านั้นยังถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะการนำเข้าหดตัวไปมาก โดยเฉพาะสินค้าทุน ที่เริ่มหดตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปได้
ห่วงนำเข้าหดตัวทุกกลุ่มสินค้า
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ตัวเลขการนำเข้าเดือนก.พ.ที่หดตัว ถือว่าผิดจากความคาดหมายมาก เพราะหดตัวถึง 16% และเป็นการชะลอตัวในทุกกลุ่มทั้งสินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค จากภาวการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่หยุดนิ่ง ทำให้เกิดการหดตัวค่อนข้างมาก สวนทางกับตัวเลขการส่งออก ที่ยังขยายตัวได้ค่อนข้างดีในระดับ 2.4% ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าในช่วงเดือนก.พ. ค่อนข้างสูง และส่งผลดีต่อจีดีพีที่ส่วนใหญ่มีภาคการส่งอยู่ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นนั้น ปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกหมวดอุตสาหกรรม ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยังขยายตัวได้ดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยมองว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปีนี้ และเชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้น จะผลักดันให้การส่งออกยังสามารถขยายตัวได้ที่ 4.5%ได้







