วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Designers'ROOM ปั้นนักออกแบบไทยสู่เวทีโลก

พวกเขาคือดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่ที่มีความฝันอยากเห็นแบรนด์จากสองมือโบยบินสู่ตลาดโลก ที่มาของการเติมความแกร่งพร้อมบุกสนามอินเตอร์

เพราะไม่ได้อยากเป็นแค่นักออกแบบที่เก่งหรือมีแบรนด์ที่ดี แต่พวกเขาต้องการเป็นผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดโลก

นี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ “แป้ง-ลภาพิม” และ “ปอย-อรภาริน” ชัยรัชนิกร สองพี่น้องนักออกแบบ นำพาแบรนด์ “LARINN BY DOUBLE P” (ลลิน บาย ดับเบิ้ล พี) ที่ปลุกปั้นกันมา 3 ปี เข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 31 แบรนด์ ภายใต้ โครงการส่งเสริมการสร้างนักออกแบบไทย ปี 2557 (Designers’ ROOM 2014) ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ในวันที่ทุกอย่างพร้อม เราเลยได้เห็นรองเท้าสวยเก๋ โดดเด่นด้วยลวดลายผ้าไทย นำมาจัดแสดงอยู่ในงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงเครื่องหนัง ปี 2557 (BIFF& BIL 2014) ที่ผ่านมา เพื่อให้บายเออร์ต่างชาติ และขาช้อปชาวไทยได้แวะเวียนมาชื่นชมไม่ขาดสาย

“เราทำรองเท้าสำหรับผู้หญิง ที่เน้นสวมใส่สบาย โดยมีจุดเด่น คือ ใช้ผ้าไทยซึ่งมีชื่อเสียงในแต่ละจังหวัด มาทำเป็นรองเท้า เพื่อสื่อถึงความเป็นไทยในงานของเรา”

แป้ง-ลภาพิม นำเสนอผลงาน ที่พร้อมอวดสายตาคนชอบแฟชั่นและงานดีไซน์ โดยเฉพาะลูกค้าในต่างประเทศ โดยเน้นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น อายุตั้งแต่ 18 ถึง 26 ปี ในราคาขายที่หลักพันต้นๆ

นี่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เริ่มทำ ทั้งสองเดินสู่ถนนผู้ประกอบการเมื่อประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมา ทั้งที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านการออกแบบ แต่จบโฆษณา และทำงานเป็น “นักโฆษณา” ทั้งคู่ จุดเริ่มต้นของการก้าวสู่เวทีดีไซเนอร์หน้าใหม่ คือ เห็นกระจ่างในความชอบของตัวเอง ที่มีต่อ “รองเท้า” คือ ชอบซื้อและชอบใช้ แต่พอเสียเงินไปกับมันมากเข้า ก็รู้สึกสิ้นเปลือง แถมบางคู่ซื้อมาก็แสนแพง แต่ใส่แล้วยังกัดเท้า เลยได้แรงบันดาลใจมาออกแบบรองเท้าใช้เอง เน้นความง่าย สวมใส่สบาย โดยเริ่มจากใช้วัสดุหนังเทียมพียู จากนั้นก็เห็นโอกาสว่า น่าจะขายได้ เลยลองเปิดตลาดออนไลน์ดู ทั้งในเฟชบุ้ค อินสตาแกรม และฝากขายในเว็บขายของออนไลน์

รองเท้าที่ดู “เข้าใจผู้หญิง” เอามากๆ เลยได้รับการตอบรับมาตั้งแต่นั้น

“จากนั้นก็ลองไปเสนอห้างฯ ดู จนได้ขายอยู่ที่เดอะมอลล์บางกะปิ โซนสินค้าสำหรับผู้หญิง ซึ่งระหว่างที่ขายออนไลน์ไปก็มีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาสั่งซื้อบ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก เลยอยากหาช่องทางที่จะต่อยอดไปตลาดต่างประเทศได้ จึงเข้าร่วมโครงการฯ นี้ และเริ่มพัฒนาจากพียูมาเป็นผ้าไทย เพื่อเน้นความเป็นไทยและหาเอกลักษณ์ให้กับเรา”

การนำผ้าไทยทอมือ ที่มีความสวย และแปลกใหม่ นอกจากจะทำให้คนได้รู้จักผ้าไทยมากขึ้น พวกเขายังเชื่อว่า จะเพิ่มโอกาสในการขายลูกค้าต่างชาติได้มากขึ้นด้วย โดยพยายามเลือกลายไทยที่เข้าใจได้ในความเป็นสากล เช่น ลายผ้าขาวม้า ที่ต่างประเทศอาจมองว่าเป็น ลายสก๊อต เหล่านี้เป็นต้น

โดยเตรียมพัฒนาไปสู่รูปแบบที่มีความหลากหลายขึ้น เช่น รองเท้าส้นสูง รวมถึงกระเป๋าสะพายเข้าชุดกัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

แต่การทำธุรกิจ “ไม่ง่าย” และความยากก็ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการออกแบบ เธอบอกว่า ผ้าไทยต้นทุนสูงกว่าวัสดุอื่น และใช้ระยะเวลาในการทอ จึงไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ขณะที่แต่ละผืนลายก็จะไม่เหมือนกัน เพราะเป็นการทอมือการผลิตจึงต้องมีการวางแผน สำคัญไปกว่านั้นคือ ธุรกิจแฟชั่น เลียนแบบกันได้เร็วมาก ถ้าไม่คอยติดตามเทรนด์และพัฒนาตัวเองก็มีสิทธิ์ตกขอบเวทีได้

“เดี๋ยวนี้โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับการทำรองเท้ามีเยอะมาก ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ก็มีความคิดว่าอยากเป็นเจ้าของกิจการให้เร็วขึ้น เลยทำให้คู่แข่งในตลาดมีมากขึ้นตามไปด้วย”

นั่นคือที่มาของการต้องทำแบรนด์ให้แข็งแกร่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี มีสินค้าที่ลูกค้าอยากซื้อ รวมถึงการมีตลาดใหม่ๆ ให้แบรนด์ตัวเองได้มีที่ยืน

“ที่ผ่านมายอดขายตกลง เพราะคนไม่ค่อยจับจ่าย เป็นทุกที่ไม่ใช่แต่กับเรา พอยอดตกก็ทำให้ต้องขยันมากขึ้น อย่างไปขายในตลาดขายของแฮนด์เมดบ้าง แต่เดี๋ยวนี้รองเท้าจีนก็เยอะ และยิ่งเปิดเออีซี จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก

แต่มองว่านี่เป็นโอกาสให้เราได้พัฒนาตัวเอง เพราะถ้าเปิดเออีซี เขาเข้ามาง่าย แต่เราก็ออกไปง่ายเหมือนกัน เป้าหมายต่อไปคือ จะขยายตลาดให้มากขึ้นในภูมิภาคนี้”

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่วัยเพียง 24 และ 25 ปี บอกความตั้งใจของพวกเขา ในธุรกิจที่เกิดจากความรัก

เช่นเดียวกับสองพี่น้อง จาก แบรนด์ “BUNNY’S JOURNEY” (บันนี่ เจอร์นีย์) “ส้ม-นภัสสร” วัย 28 ปี และ “มะปราง-นภิศรา” ธีรนนท์ วัย 26 ปี ที่หอบเอาความฝันมาพัฒนาแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับเด็กวัย 0 ถึง 4 ขวบ

โดยมี “ส้ม” พี่สาว เรียนจบทางด้านการออกแบบมาจากมิลาน และทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับสินค้ากลุ่มสปอร์ตแวร์ จนวันที่เพื่อนๆ เริ่มมีลูกตัวเล็ก และอยากได้ชุดเด็กน้อย ที่มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น เพราะที่มีอยู่ในตลาด ชุดที่ดีไซน์เก๋ๆ ก็มีให้เด็กตั้งแต่ 5-6 ขวบไปแล้วเท่านั้น นั่นเองที่จุดประกายให้ “บันนี่ เจอร์นีย์” ถือกำเนิดขึ้น

“เสื้อผ้าที่เราออกแบบ ทำให้พ่อแม่ซื้อ เพราะพอเด็กอายุสี่ขวบขึ้นไปแล้ว เขาจะเริ่มเลือกเอง และจะไม่อยากใส่แบบนี้ จะชอบแบบลายการ์ตูน ลายมิกกี้เม้าส์พวกนั้นไป แต่เราเข้าใจความต้องการของพ่อแม่ การออกแบบจึงตามแฟชั่นของผู้ใหญ่ อย่างตอนนี้เขาชอบเว้าหลังกัน ก็ทำออกมาให้เด็กบ้าง”

“แฟชั่นนิสต้าฟันน้ำนม” เลยได้สนุกกับการเลือกเสื้อผ้า “สวย เท่” ตามแฟชั่นของผู้ใหญ่ ทั้งเด็กหญิง เด็กชาย โดยทำออกมา 3 ไซต์ คือสำหรับเด็กตั้งแต่ 0-2 ขวบ 2-3 ขวบ และ 3-4 ขวบ และทุกชุดสามารถปรับขนาดได้ เพื่อให้เด็กใส่ชุดนั้นได้นานขึ้น และเลือกขายเป็นเซ็ต เรียกว่า “เป๊ะ! ทั้งตัว” ในราคาพันต้นๆ ซึ่งหากคุณแม่ต้องการเปรี้ยวตามคุณลูก ก็ยังสามารถสั่งทำพิเศษในชุดคู่สำหรับแม่กับลูกได้

“ที่ผ่านมาพบว่า พ่อแม่ไม่ค่อยเรื่องมากนะ ไม่เคยต่อราคา มีแค่สัก 2% ก็ได้ที่ต่อ เพราะเหมือนเขาซื้อเยอะก็ต่อเสียหน่อยตามมารยาท แต่ส่วนใหญ่เพื่อลูกเขาจะไม่คิดมาก โดยที่ผ่านมาเราขายทางออนไลน์ ทั้งเฟชบุ้ค อินสตาแกรม เว็บไซต์ รวมถึงอีเบย์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมาก อย่างที่บอกว่า สินค้าแฟชั่นที่เจาะเด็กวัยนี้ยังไม่มีใครทำ และไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวจบ แต่เขาจะมาซื้อบ่อยๆ เพราะแฟชั่นเปลี่ยนไปตลอด และแบรนด์เรา ไม่ได้วิ่งตามแฟชั่นเด็ก แต่เราวิ่งตามแฟชั่นผู้ใหญ่”

พวกเขาบอกความน่าสนใจของแบรนด์น้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีมากในวันนี้ โดยที่คนทำก็ยังติดตามเทรนด์แฟชั่น เพื่อออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ๆ มาสนองตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นออกมาในช่วงเทศกาลเป็นหลัก เพื่อให้ลูกค้ารุ่นเล็กได้ติดตามแฟชั่นไปเรื่อยๆ ดั่งชื่อแบรนด์ “BUNNY’S JOURNEY” ในความหมาย การเดินทางของกระต่ายน้อยในโลกของแฟชั่น นั่นเอง

“เป้าหมายเราอยากส่งออก อยากขยายตลาดให้มากกว่านี้ ซึ่งตลาดเสื้อผ้าเด็กแข่งขันกันสูงมากก็จริง แต่ในกลุ่ม 0 ถึง 4 ขวบ ที่เน้นดีไซน์ขนาดนี้ ยังไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยมาออกแบบเสื้อผ้าเด็กกันหรอก เพราะขายได้วอลุ่มไม่มาก เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น

แต่เชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสของเรา เพราะแฟชั่นเมืองไทยค่อนข้างแน่น ทุกอย่างแน่นไปหมด และเริ่มต้องสู้กันที่ราคา แต่เราไม่อยากทำแบบนั้น เลยพยายามหาช่องว่างที่ยังมีอยู่ให้แบรนด์ได้เติบโตในตลาดนี้”

ทั้งสองคนบอกความมุ่งมั่น ของการทำงานที่ “ไม่มีอีโก้” เพราะคือธุรกิจของตัวเอง และทุกวันนี้แม้ต่างจะยังมีงานประจำ และเลือกทำแบรนด์นี้เป็นแค่ “งานอดิเรก” แต่ก็เชื่อว่า วันหนึ่งมันจะกลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงขึ้นมาได้ ถ้าเพียงตั้งใจและไม่ท้อ

หนึ่งความฝันและมุ่งมั่น ของดีไซเนอร์เลือดใหม่ ที่อยากร่วมขับเคลื่อนแบรนด์ไทย ให้ไปผงาดในตลาดโลก

.................................................

Key to success

แจ้งเกิดแบรนด์ไทยในสนามอินเตอร์

๐ ต้องสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์

๐ หาช่องทางแสวงความรู้ เติมเต็มความพร้อมให้ตัวเอง

๐ คู่แข่งเยอะ ต้องคิดให้ต่าง และหาช่องว่างให้ได้แจ้งเกิด

๐ เริ่มพัฒนาธุรกิจจากความชอบ จะอดทนและไปได้ไกล

๐ กล้าที่จะออกมาลอง เพื่อพิสูจน์ตัวเองในเวทีธุรกิจ