สวทน.ชี้งบวิจัยเอกชนขยับเพิ่มแซงภาครัฐ "เอสซีจี"แบ่ง1%จากรายได้ส่งแล็บ
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ เผยผลสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา ระบุภาคธุรกิจเอกชนขยับแซงหน้าภาครัฐ อ้างตัวเลขปี 54 เม็ดเงินลงทุน 2.07 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบวิจัยจากภาครัฐ 2.02 หมื่นล้านบาท เดินหน้าผลักดันงบวิจัยเพิ่มเป็น 1% ในอีก 2 ปีข้างหน้า "กานต์" เผยเอสซีจีให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์-นวัตกรรม ตั้งเป้าเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาเป็น 4,600 ล้านบาท หรือ 1% ของรายได้ทั้งหมด
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยถึงผลสำรวจค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน โดยพบว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวจาก 8,000 ล้านบาทในปี 2549 มาเป็น 20,680 ล้านบาทในปี 2554 ส่งผลให้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.37 หรือกว่า 41,000 ล้านบาท (รวมการลงทุนของภาครัฐ) ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้มีบทบาทนำในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นตัวเลขการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนที่สูงกว่าภาครัฐ โดยปี 2549 ภาครัฐลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 11,600 ล้านบาท คิดเป็น 58% ของการลงทุนทั้งหมด ส่วนเอกชนลงทุน 8,000 ล้านบาท หรือ 42% แต่เมื่อดูตัวเลขปี 2554 พบว่าสัดส่วนการลงทุนของเอกชนเพิ่มเป็น 51% ขณะที่ภาครัฐลงทุน 20,200 ล้านบาท หรือ 49% นั่นเอง จึงถือเป็นสัญญาณแง่บวกที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้นำในการใช้ วทน.เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
"ปัจจัยการแข่งขันในตลาดโลกทำให้ วทน.เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ การพัฒนาวิจัย กำลังคน ที่จะช่วยให้ไทยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในทางกลับกันหากไทยไม่มีนวัตกรรมเป็นของตนเอง จะต้องเผชิญความยากลำบากในตลาดโลก ฉะนั้นภาครัฐต้องเป็นผู้ผลักดันและสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยและพัฒนา" นายพิเชฐ กล่าวระหว่างการเสวนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 1 จัดโดย สวทน.
ปี 59 ลุ้นงบวิจัยแตะ1% ของจีดีพี
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศ สวทน.ได้ตั้งเป้าหมายในปี 2559 ที่จะผลักดันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศให้ขยับเป็น 1% ของจีดีพี พร้อมผลักดันให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนเป็น 91,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% ของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในไทย ขณะที่ภาครัฐก็เพิ่มการลงทุนเช่นกันเป็น 39,000 ล้านบาท แต่ลดสัดส่วนลงเหลือเพียง 30% หากทำสำเร็จจะนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เศรษฐกิจและสังคมไทยจะปรับโครงสร้างไปสู่การใช้ความรู้เข้มข้น
ทั้งนี้ เอกสารข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระบุว่า หากเปรียบเทียบข้อมูลด้านการลงทุนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ประเทศไทยมีการลงทุนในส่วนของงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพียงร้อยละ 0.24 ของจีดีพี ในปี 2552 ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศทั้งในแถบอเมริกา เอเชีย และยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางการวิจัยและพัฒนาร้อยละ 2.77 และ 1.95 ของจีดีพีตามลำดับ
ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีค่าใช้จ่ายทางการวิจัยและพัฒนาอยู่ระหว่างร้อยละ 2.94-3.45 ของจีดีพี ประเทศฟินแลนด์และสวีเดนมีค่าใช้จ่ายทางการวิจัยและพัฒนาร้อยละ 3.96 และ 3.62 ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมีค่าใช้จ่ายทางการวิจัยและพัฒนาประมาณร้อยละ 0.84 ของจีดีพี
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนของภาครัฐกับภาคเอกชน พบว่าภาคเอกชนของไทยมีการลงทุนในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพียงร้อยละ 38 ของการลงทุนรวมในด้านนี้ของประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนของบางประเทศที่พัฒนาแล้วมีการลงทุนในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีถึงร้อยละ 70 หากพิจารณาในด้านจำนวนนักวิจัยแล้ว กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีจำนวนนักวิจัยเฉลี่ย 60 และ 69 คนต่อกำลังแรงงาน 10,000 คน ในขณะที่ประเทศไทยมีนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคิดเป็นจำนวนเฉลี่ย น้อยกว่า 9 คนต่อกำลังแรงงาน 10,000 คน
"เอสซีจี"ลั่นแบ่ง 1% จากรายได้
เวทีเสวนาดังกล่าวได้ยกให้เครือเอสซีจี เป็นโมเดลต้นแบบสำคัญสำหรับภาคเอกชนทั้งรายใหญ่และรายย่อยในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็จะเข้ามาสนับสนุนภาคเอกชนทั้งในแง่ของการพัฒนาสินค้า กระบวนการผลิต รวมถึงแนวคิดว่าด้วย วทน.
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอสซีจีให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยทุ่มงบวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปี 2554 ถือเป็นปีแรกที่ให้งบวิจัยสูงถึง 1,111 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,068 ล้านบาทในปี 2556 และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 4,600 ล้านบาท หรือ 1% ของยอดขายของเอสซีจี
"เราเน้นไปที่นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า (High Value Added: HVA) ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ยุคที่คนยังไม่เชื่อ แต่เราทำ และสิ่งนี้ทำให้เราพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเอาตัวรอดจากวิกฤติต่างๆ ที่ทำให้หลายแห่งขาดทุนหรือล้มหายไป แต่เรายังทำกำไรได้" นายกานต์กล่าว และว่า HVA ทำให้ต้นทุนเพิ่มเล็กน้อยแต่สร้างกำไรได้ไม่ต่ำกว่า 75% อาทิ พลาสติกสำหรับการแพทย์ บรรจุภัณฑ์กระดาษน้ำหนักเบาแต่ความแข็งแรงเท่าเดิม หรือปูนซีเมนต์สี ที่ขายได้ตันละหลายหมื่นบาท เมื่อเทียบกับซีเมนต์ธรรมดาตันละ 2 พันบาท
"ภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาครัฐเป็นผู้สร้างบรรยากาศของการเติบโตของไทย ดังนั้นแนวทางการพัฒนาตนเองของภาครัฐและเอกชนนั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความแข็งแกร่งของตนเองก่อน จากนั้นจึงจับมือกันสร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดสู่ความร่วมมือกันในอนาคต" กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีกล่าว









