เอสซีจี ปรับแผนการลงทุนใหม่อีกรอบ เตรียมเสนอบอร์ด 26 มี.ค.นี้ หลังจากประเมินปัญหาการเมืองยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า แผนลงทุน 5 ปีของบริษัท ที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนธ.ค. 2556 แต่ยังไม่ได้นำเสนอบอร์ดบริษัทให้ความเห็นชอบ ได้มีการปรับทบทวนแผนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากปัญหาทางการเมืองมีแนวโน้มที่ยืดเยื้อ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจในเครือ เอสซีจี รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งได้มีการนำเสนอเป็นทางเลือกหลายๆทางเลือกให้บอร์ดพิจารณาในวันที่ 26 มี.ค. นี้ พร้อมกับการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในวันเดียวกันด้วย
นายกานต์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าบริษัทจะเห็นสัญญาณของผลกระทบมาตั้งแต่เดือนธ.ค. จากยอดจำหน่ายซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างที่เริ่มลดลง แต่สถานการณ์จนถึงปัจจุบัน สัญญาณของผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้น และยังไม่ชี้ชัดว่า ปัญหาทางการเมืองจะยืดเยื้อไปจนถึงเมื่อไหร่ ซึ่งในส่วนของนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าของบริษัทต่างก็มีความกังวล โดยเฉพาะโครงการลงทุนของบริษัท 2-3 โครงการรวมมูลค่าลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้อนุมัติ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่า เป็นโครงการที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ ที่อาจจะขัดต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเสียโอกาส
ธุรกิจในเครือเอสซีจี ที่ได้รับผลกระทบแล้ว คือ ธุรกิจซีเมนต์ ซึ่งยอดขาย ภายใน 2 เดือนแรกของปีนี้ ยังเติบโตประมาณ 4-5% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ถึง10% โดยเป็นการเติบโตจากโครงการลงทุนเดิมที่รัฐบาลเคยอนุมัติไว้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งในไตรมาสแรกยอดขายติดลบไปประมาณ 7-8% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 4-5% เนื่องจาก ธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม รีสอร์ท ที่พักต่างๆ ยังไม่มีการปรับปรุง เพราะว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม จะต้องดูว่าในช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยวในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุง ซ่อมแซมที่พัก ต้องดูว่ากำลังซื้อในส่วนนี้จะกลับเข้ามาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากโครงการของรัฐ ซึ่งคิดสัดส่วนประมาณ 30% ของตลาด จะเริ่มเห็นผลกระทบจากโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่ยังไม่สามารถอนุมัติการลงทุนได้ โดยคาดว่าผลกระทบจะต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2558
นายกานต์ กล่าวว่า การปรับตัวของธุรกิจ ทาง เอสซีจี ไม่ได้ลดกำลังการผลิตซีเมนต์ หรือวัสดุก่อสร้างลง แต่จะเน้นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและนอกอาเซียนมากขึ้น โดยที่ประเทศพม่า ความต้องการใช้ซีเมนต์ยังคงเติบโตได้ดี รองลงมาคือ กัมพูชาและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ประเทศดังกล่าวเป็นประเทศที่ เอสซีจี กำลังมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตซีเมนต์ ซึ่งที่พม่า คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2559 ส่วนที่ กัมพูชา ที่เป็นการขยายกำลังการผลิต จะแล้วเสร็จในปี 2558 นี้ โดยเมื่อโรงงานแล้วเสร็จ การส่งออกจากไทยไปยังประเทศดังกล่าวก็จะลดลง
“เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2549 ที่มีการรัฐประหาร ซึ่งทำให้การใช้ซีเมนต์ติดลบ ติดต่อกัน 4 ปี ซึ่งในปีนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดผลกระทบในลักษณะเดียวกันนี้อีก เพราะยังคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ซีเมนต์ในปีนี้ จะเติบโตได้ถึง 10% ซึ่งต้องรอดูว่าปีนี้ความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศ จะถึงขั้นติดลบหรือไม่” นายกานต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกานต์ กล่าวอีกว่า บริษัทยังเชื่อว่าระดับรายได้รวมปีนี้ จะยังเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปี 2556 ที่ยอดขายอยู่ที่ 4.34 แสนล้านบาท โดยปัจจัยหลักจะมาจากกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ราคาโลกขยับตัวสูงขึ้น และตลาดหลักอย่างอาเซียนที่เติบโตต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ เอสซีจี ได้ปรับแผนการดำเนินงานในส่วนของธุรกิจซีเมนต์ในปี 2557 ไปแล้วหนึ่งรอบ เพื่อรับกับสถานการณ์ความต้องการซีเมนต์ในประเทศ ที่คาดว่าจะเติบโตลดลง จากเศรษฐกิจที่ชะลอ และปัญหาการเมืองในประเทศ โดยคาดว่าความต้องการซีเมนต์จะเติบโตไม่ถึง 5% จากคาดการณ์เดิมมองว่าจะโตได้ในระดับ 9%
โดยจะมีการเพิ่มการส่งออกซีเมนต์เป็น 4 ล้านตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา จากแผนเดิมจะลดการส่งออกปีนี้เหลือ 3 ล้านตัน เพื่อรองรับความต้องการในประเทศ ทั้งนี้จากการพูดคุยกับบริษัทรับเหมารายใหญ่หลายราย ส่วนใหญ่ยังมีงานก่อสร้างในมืออยู่แล้ว แต่ในส่วนของโครงการก่อสร้างของภาครัฐในปีนี้ไม่น่าจะมีการเติบโต หรืออาจจะติดลบ จากปัญหาทางการเมือง
ส่วนแผนการลงทุน บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี (2557-2561) 2.5 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนในปีนี้ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร บริษัทก็ยังเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศ ยอมรับว่ามีความกังวลในส่วนของโครงการที่ร่วมลงทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ 2-3 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณโครงการละกว่า 3 พันล้านบาท ที่ยื่นขอ บีโอไอ รอการอนุมัติ พอไม่มีรัฐบาลก็อนุมัติไม่ได้









