วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตตลาดทุนไทยตั้งเป้า'ระดมทุน'ทำลายสถิติ

หากพิจารณาตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ไทยอยู่อันดับ 7 เหนือสิงคโปร์ และเป็นครั้งแรกที่มูลค่าระดมทุนสูงสุดในอาเซียน

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การพัฒนาตลาดทุนไทยในปัจจุบันไม่ได้มองแค่การพัฒนาเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน

"ถ้าเราไล่ตั้งแต่ยุคแรก ผมเริ่มจากยุคเคาะกระดาน แล้วก็มีการพัฒนาเรื่อยๆ มาเป็นระบบไอที จากมูลค่าการซื้อขายไม่ถึงพันล้านบาท ก็พัฒนามาจนถึงปัจจุบันที่มีอัตราเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทต่อวัน ตลาดหุ้นของเรามีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยชนะตลาดหุ้นสิงคโปร์ เราเดินทางมาไกล ถ้าไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคแรก กฎเกณฑ์ตลาดหุ้น กฎกติกามารยาทมีการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย มีการใช้ระบบไอทีเพื่อให้รองรับมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น"

พัฒนา"คน"เสริมแกร่ง

นายชนิตร กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญมาตลอด คือ การให้ความรู้กับคนในอุตสาหกรรมตลาดทุน ทั้งบุคลากรของตลาดหลักทรัพย์ฯเอง ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ปรึกษาทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงนักลงทุนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตลาดด้วย โดย ตลท.ได้ร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ทำเทรนนิ่งและปรับปรุงตัวเองทุกๆ ปี

"เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะตลาดทุนจะไม่สามารถพัฒนาได้หากเราขาดบุคลากรที่มีความรู้ อย่างผมเอาหุ้นเข้าไอพีโอ ตลาดหลักทรัพย์ฯเดินหน้าทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องทำทั้งอุตสาหกรรม ทุกปีที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี บล. บลจ. ก.ล.ต. ตลท.จะมีการหารือร่วมกันเพื่อหวังจะขยายอุตสาหกรรมของเราให้แข็งแกร่งและเติบโต ตอนนี้เราขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาเซียนหลายๆ เรื่อง เราชนะสิงคโปร์ ซึ่งเป็นครั้งแรก และเราก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้นต่อไป"

ใช้ไอทีเพิ่มการลงทุน

นายชนิตร กล่าวอีกว่า ในสมัยก่อนมูลค่าการซื้อขายจะอยู่ที่ประมาณไม่กี่พันล้านบาทต่อวัน ขึ้นมาระดับ 8 พันล้านบาท จนถึง 15,000 ล้านบาท เราก็ดีใจ มาปีที่แล้วขึ้นมาถึง 3 หมื่นล้านบาท จนปัจจุบันที่ระดับประมาณ 5 หมื่นล้านบาท การที่มูลค่าการซื้อขายขึ้นมาสูงระดับนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามใช้ทุกช่องทางเพื่อให้นักลงทุนมีการซื้อขายที่สะดวกสบายมากขึ้น

อย่างปัจจุบันนักลงทุนจะเน้นใช้อินเทอร์เน็ตในการซื้อขาย จากอดีตที่อยู่ระดับไม่ถึง 1% แต่วันนี้ยอดการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตปรับขึ้นมาถึง 30% เพราะเราใช้วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมาทำให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดทุนง่ายขึ้น ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์ฯได้ใช้ระบบการให้ข้อมูลให้ความรู้ผ่านระบบแอนดรอยด์และไอโฟน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง

"อย่างข้อมูลงบการเงิน หรือผลประกอบการของบริษัท เราสามารถทำได้รวดเร็วและเปิดให้นักลงทุนดาวน์โหลดข้อมูลเองภายใน 3-5 วันหลังจากปิดงบ ซึ่งต่างประเทศก็ไม่ทำแบบนี้ ต่างชาติบอกว่าเราให้ข้อมูลซัพพอร์ตลงทุนเยอะมาก เพราะสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลของเราประมาณ 50% ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทย ขณะที่มาเลเซียหรือสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 20%-30% เท่านั้น"

"นักลงทุนสถาบันได้ข้อมูลจากที่อื่นเยอะ ซึ่งเขาสามารถกลั่นกรองและวิเคราะห์เองได้ แต่นักลงทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะศึกษาหาข้อมูลในการลงทุนเอง เราจึงต้องมีการแยกย่อยข้อมูลออกมาเพื่อให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด"

มาร์เก็ตแคปทำลายสถิติ

หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลท. แสดงความมั่นใจด้วยว่า การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งดูได้จากปีที่ผ่านมา เราตั้งเป้าการเพิ่มมาร์เก็ตแคปไว้ที่ระดับ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเราก็ทำได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ และสูงสุดในอาเซียนด้วย มูลค่าการระดมทุนเราตั้งไว้ประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ก็เกินเป้าเช่นกัน

หากพิจารณาจากตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 7 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เรายืนเหนือสิงคโปร์ที่อยู่อันดับ 9 และเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการระดมทุนของเราสูงสุดในอาเซียนด้วยเช่นกัน

"ปีที่แล้วที่ใครๆ อาจจะมองว่ามันแย่ แต่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็สูงสุด การจ่ายปันผลก็จ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้วจ่ายปันผลแค่ 3 หมื่นล้านบาททั้งอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันเราอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท เรามีการเติบโต ดัชนีโตขึ้น จำนวนบริษัทจดทะเบียนก็เพิ่มขึ้น มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น"

ไอพีโอจ่อเข้าตลาดอื้อ

เขากล่าวด้วยว่า ตลท.ตั้งเป้าการระดมทุนไอพีโอปีนี้ที่ 2.1 แสนล้านบาท ตอนนี้มีบริษัทที่เข้ามาประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เหลืออีก 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันเรามีบริษัทที่รอเข้าตลาดหุ้นอีกประมาณ 14 บริษัท รอเข้าซื้อขายภายในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งรวมกับที่ค้างอยู่ที่ ก.ล.ต.และที่ยังไม่กำหนดวันซื้อขายอีกประมาณแสนกว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นเราก็มั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

เข้าถึงง่าย-ข้อมูลแน่น

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์ฯมีการพัฒนาได้ค่อนข้างดีต่อเนื่องมาตลอดเวลา ซึ่งในหลายๆ เจเนอเรชั่นของผู้จัดการตลาดฯทุกท่านพยายามพัฒนาแนวทางตลาดหุ้นให้ก้าวหน้ามากขึ้น ขยายฐานการระดมทุน ขยายฐานนักลงทุนอายุ 30-40 ปี ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยแข็งแกร่ง

ถ้ามองในปัจจุบัน ฐานนักลงทุน จำนวนบัญชีเปิดใหม่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แม้จะมีบัญชีซ้ำบ้าง แต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าจำนวนบัญชีใหม่ จำนวนไม่น้อยที่มองว่าการลงทุนเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง นักลงทุนวีไอในตลาดก็มีมากขึ้น และอายุน้อยลง ประมาณ 30 ต้นๆ เท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือพัฒนาการ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯในอดีต คือ ผู้ตรวจสอบ เข้าถึงยาก กฎระเบียบขั้นตอนเยอะ แต่มาในยุคปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยน คือ เข้าถึงง่าย ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ข้อมูลที่ให้กับนักลงทุนก็เยอะขึ้น แม้ว่าการสร้างนักลงทุนใหม่จะไม่สามารถทำได้ในวันเดียว แต่การสร้างและการทำความเข้าใจแบบที่ตลาดหลักทรัพย์ฯทำ จะทำให้นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนมากขึ้น

เป้าหมายท้าทาย

สำหรับเป้าหมายการระดมทุนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งไว้นั้น นายสมภพ กล่าวว่า ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมามีไอพีโอน้อยมาก สืบเนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุน แต่เมื่อบริษัทส่วนใหญ่เห็นว่าแม้การเมืองยืดเยื้อ แต่ดัชนียังแข็งแกร่ง ไม่ได้ปรับลดลงมาก ทำให้มีบริษัทขอเข้าตลาดหุ้นเพิ่มมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีนี้ไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน

"หลังจากที่ดัชนีไม่ลดลง ตลาดผ่อนคลายมากขึ้น แม้การเมืองกดดัน ดังนั้นหุ้นที่ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.ก็พร้อมจะเข้าตลาดมากขึ้น ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้นักลงทุนไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้ซื้อหุ้น ต้องทำให้รู้ว่าหุ้นนั้นดีจริงๆ"

หุ้นปลายปีแตะ1,430 จุด

เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ดีนัก ซึ่งเกิดจากสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อกดดันต่อเนื่อง แต่เรามั่นใจว่าในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มนิ่ง จะฟื้นตัวเร็ว

"ประเทศไทยค่อนข้างโชคดี คือ เวลาเศรษฐกิจฟื้นตัว จะฟื้นได้เร็ว เพราะเรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยประเมินว่าดัชนีช่วงสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,430 จุด เป็นแนวต้านสำคัญ" กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ