"บัณฑิต"แนะทางออกปฏิรูปพลังงานต้องเริ่มต้นที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ ผุดศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ดึงนักวิชาการเข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง
นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ ว่า ทางจุฬา ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นแนวทางการปฏิรูปพลังงานขึ้น โดยเชิญนักวิชาการ และประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม ซึ่งบทสรุปที่ได้นั้น ทำให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของแวดวงพลังงานไทยก็คือ การขาดความรู้ความเข้าใจ ข้อมูลพื้นฐานด้านพลังงาน จนนำไปสู่การเกิดความสับสนในข้อมูลและข้อเท็จจริงในธุรกิจพลังงานของประเทศ
"ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมข้อมูลฝ่ายที่เสนอการปฏิรูปพลังงาน จึงเชื่อว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรอง ปิโตรเลียม ที่ประกอบไปด้วย น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสทในปริมาณมหาศาล ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็น ซาอุฯแห่งตะวันออกไกลที่ขุดไปตรงไหนก็เจอ ทั้งที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานนั้นยืนยันมาโดยตลอดว่า ณ สิ้นปี 2556 ประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้วหรือ Proven Reserve ไม่ได้มากมายแต่อย่างใด มีก๊าซแค่ประมาณ 9.04 ล้านล้าน ลบ.ฟุต ผลิตก๊าซได้วันละ 3,650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้ได้แค่ประมาณ 7 ปี มีคอนเดนเสท 216 ล้านบาร์เรล ผลิตคอนเดนเสทได้วันละ 92,000 บาร์เรลต่อวัน ใช้ได้ 6 ปี /ส่วนน้ำมันดิบนั้นมีปริมาณสำรองเพียง 232 ล้านบาร์เรล ผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 148,500 บาร์เรลต่อวัน ถ้าใช้กันในปริมาณปัจจุบัน อีก 4 ปี ก็หมดแล้ว"
ส่วนประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากกลุ่มที่เสนอแนวคิดปฏิรูปมากที่สุดที่ว่า สัดส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับจากระบบสัมปทานปิโตรเลียมในปัจจุบันไม่เป็นธรรมแก่รัฐแต่เอื้อประโยชน์แก่ต่างชาติ หรือบริษัทผู้รับสัมปทานมากกว่า รวมทั้งข้อเสนอทวงคืนปตท.อะไรนั้น ขณะที่กระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงมาตลอดว่า ระบบสัมปทานในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงมากท่าสุดเพื่อ เพื่อให้แหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ โดยปัจจุบันเรียกว่า ระบบ Thailand III ผู้รับสัมปทานไม่ได้จ่ายเพียงแค่ค่าภาคหลวงแค่ 5-15% เท่านั้น ยังมีการจัดเก็บรายได้แผ่นดินอื่นๆ ในรูปของภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50% ของกำไรสุทธิ กับมีการเก็บผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษในอัตราก้าวหน้า 0-75% อีกด้วยแต่ประเด็นก็ไม่มีการพูดถึง
"ปัญหาข้อมูลที่ไม่ตรงกันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขาดการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นเอกภาพ หรือ ข้อมูลบางจุดก็ไม่ได้อัพเดทมานาน ขาดดาร ขาด การอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายถือเป็นการล้มเหลวในเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงาน ซึ่งจุดนี้ทางคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เสนอทางออกที่น่าสนใจนั่นคือนั่นคือ นักวิชาการจึงต้องมีบทบาทในการเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสาธารณะ โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติของประเทศขึ้น"
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการ ปรับปรุงกลไกลด้านการกำกับดูแลนโยบายพลังงาน เพื่อลดข้อขัดแย้งสร้างความเข้าใจแก่สังคม รวมทั้งลดการแทรกแซงจากภาคการเมือง โดยควรต้องมีการปรับปลี่ยนองค์ประกอบ คณะกรรมการด้านโยบายพลังงาน ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ( กบง.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ที่ดูแลเรื่องไฟฟ้า ให้มีสัดส่วนของนักวิชาการ องค์กรอิสระ และตัวแทนของภาคประชาชนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการทำงานได้มากขึ้น
ส่วนกรณีจะให้ทวงคืนปตท.กลับมาเป็นของรัฐ เพียงแค่เชื่อว่า จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงนั้น ในข้อเท็จจริงหากทวงคืนหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลได้ หน่วยงานที่ต้องทำตามนโยบาย ก็ไม่จำเป็นต้องสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่าลืมว่า การที่ ปตท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ถูกควบคุมด้วยระเบียบมากมาย ยากที่นักการเมืองจะสอดมือหรือล้วงลูกเข้าไปทำอะไร ที่สำคัญแต่ละปียังนำส่งรายได้เข้าภาครัฐ ทั้งในรูปแบบภาษีและเงินปันผลจำนวนมาก”









