วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลสำรวจอุตฯ86% อ่วมพิษการเมือง

สศอ.เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการ 86% ได้รับผลกระทบการเมือง ระบุหากยืดเยื้อทั้งปี ยอดการผลิต -27.2% ยอดขายในประเทศร่วง 27.9%

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 300 ราย ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักแบ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ 100 รายและกลุ่มเอสเอ็มอี 200 ราย ในเดือน ก.พ.2557 ถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่อภาคอุตสาหกรรม ว่า ผู้ประกอบการสูงถึง 86% ได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ ได้รับผลกระทบ 82.2% ส่วนกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบ 91.7%

ทั้งนี้ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนี้ ส่วนใหญ่ 56.6% เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยส่วนอีก 43.4% ได้รับผลกระทบมาก

อย่างไรก็ตามถ้าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจบลงไม่เกิน 6 เดือน ผู้ประกอบการ 71.3% มองว่าปริมาณการผลิตจะเฉลี่ย -14.4% หากการความขัดแย้งจบลงไม่เกิน 9 เดือนผู้ประกอบการ 84% มองว่าผลผลิตจะเฉลี่ย -18.8% และหากความขัดแย้งยืดเยื้อตลอดทั้งปีผู้ประกอบการ 85.3% มองว่าผลผลิตจะเฉลี่ย -27.2%

สำหรับความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก พบว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน ผู้ประกอบการ 57.8%เห็นว่ายอดขายจะเฉลี่ย -10.6% หากยืดเยื้อไม่เกิน 6 เดือนผู้ประกอบการ 71.1% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -14.2%หากยืดเยื้อไม่เกิน 9 เดือน ผู้ประกอบการ 85.6% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -18.8% และหากยืดเยื้อตลอดทั้งปี ผู้ประกอบการ 86.7% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -27.9%

ส่วนผู้ประกอบการที่ส่งออกเป็นหลัก มองว่าหากยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน ผู้ส่งออก 57.7% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -10.6% หากยืดเยื้อไม่เกิน 6 เดือน ผู้ส่งออก 65.4% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -13.8% หากยืดเยื้อไม่เกิน 9 เดือนผู้ส่งออก 80.8% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -18.6% และหากยืดเยื้อไปตลอดทั้งปีผู้ส่งออกส่วนใหญ่ 84.6% มองว่ายอดขายจะเฉลี่ย -26.3%

สาเหตุที่ทำให้มีการผลิต การจำหน่ายในประเทศและการส่งออกลดลงเกิดจากคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่ลดลง เนื่องจากลูกค้าไม่เชื่อมั่นในธุรกิจ ลูกค้าไม่เชื่อว่าจะส่งสินค้าได้ กำลังซื้อลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลจากการเมือง

ด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการ จากผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการมีแผนปรับตัว โดยดำเนินการเร่งขยายตลาดและเพิ่มฐานลูกค้าทดแทนลูกค้าที่หายไป ลดต้นทุนการผลิต เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจกับลูกค้า ศึกษาเส้นทางขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมและการติดต่อเรื่องเอกสารกับหน่วยงานราชการล่วงหน้า

ส่วนผลการสำรวจรายอุตสาหกรรมหลัก กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 อุตสาหกรรมไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบถึง 91.7% อันดับ 2 อุตสาหกรรมยางและพลาสติก ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 85.7% อันดับ 3

ยานยนต์และชิ้นส่วน ได้รับผลกระทบ 84.6% อันดับ 4 เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องหนัง ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 83.3% และอันดับ 5 กระดาษ และการพิมพ์ ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 80%