วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เขยเสี่ยเจริญ'โสมพัฒน์ ไตรโสรัส'โจทย์หินเชื่อจะดีขึ้น

ปาดเหงื่อท่ามกลางโจทย์หินบทบาท'เขย'ราชันย์น้ำเมา-แลนด์ลอร์ดเมื่อการเมืองเตะสกัดธุรกิจ ทีซีซี แลนด์ต้องแตะเบรคลงทุนด้วยความหวังทุกอย่างดีขึ้น

บ่ายของวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งก้าวของกลุ่มทีซีซี แลนด์ ในการประกาศความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ ประเภทค้าปลีกผ่านโครงการ "เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์" ที่ผนึกกำลังกับเว็บไซต์การท่องเที่ยวเบอร์ 1 ของโลกอย่าง Tripadvisor ดึงแหล่งช้อปปิ้งของไทย "แห่งแรก" ไปอยู่เป็น 1 ในลิสต์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก

ในงานวันนั้น เป็นโอกาสดีที่ "ต่อ โสมพัฒน์ ไตรโสรัส" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด ออกงานด้วยตัวเอง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยสูทกรมท่าควงคู่ศรีภรรยา "เอ๋ วัลลภา ไตรโสรัส" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัททีซีซี แลนด์ จำกัด มาร่วมลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

แน่นอนว่า เมื่อ "แม่ทัพและรองแม่ทัพ" ที่เป็นทั้งบุตรสาว และบุตรเขยของ "เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี" ราชันย์น้ำเมา พ่วงด้วยเจ้าของที่ดินนับ "แสนไร่" ทั่วประเทศ ออกงานทั้งที ย่อมถูกจับจ้องจากทัพกระจอกข่าว เรื่องใหญ่ที่ใครๆ สนใจ หนีไม่พ้นแผนการขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการท่องเที่ยวในปี 2557 ที่ถูกพิษการเมืองเล่นงานจนน่วม

เสร็จสิ้นงานแถลงข่าว ทั้งคู่จึงถูกสื่อรุมล้อมซักถามตั้งแต่ประเด็นการเมืองเรื่อยมาจนถึงแผนธุรกิจในปีนี้ อยากรู้เหลือเกินว่า "กรุ" ที่ดินมหาศาลของเจ้าสัวแปลงไหนจะถูก "งัด" มาพัฒนาบ้าง

คำถามถูกโยนให้ใส่ "ต่อ โสมพัฒน์" ที่ออกอาการเหงื่อตก จากสภาพอากาศร้อน และสวมสูทหนาเตอะ ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับว่า

ปีนี้ถือว่า "หิน" ที่สุดในรอบหลายปี !!!

"กลุ่มโรงแรมผลประกอบการแย่แน่ เพราะไฮซีซั่น (ไตรมาสแรก) โดนกระทบเยอะ" เขาเล่า ก่อนจะขยายความว่า ธุรกิจโรงแรมส่งสัญญาณลบมาตั้งแต่ปลายปี 2556 กระทั่งเดือนมกราคม 2557 เข้าสู่จุดแย่สุด จากยอดจองห้องพัก (Booking) ที่หายไป ทำให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมหดเหลือ 50%

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทีซีซี แลนด์ ต้อง "แตะเบรก" การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรอบหลายปี จากเดิมที่ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ปีนี้ขอใช้งบเบาๆ แค่ 3,000 ล้านบาท สำหรับการลุยโปรเจคใหม่ โดยเฉพาะค้าปลีกในรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์ย่านเทเวศร์ รัชโยธิน และศูนย์ส่งเสริมศิลปะและบันเทิง (Promote Creative Hub) ย่านเกษตรนวมินทร์ เนื้อที่ 300-400 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ

นอกจากจะชะลอแผนลงทุนแล้ว ทีซีซี แลนด์ ยัง "Freeze" โปรเจคเอเชียทีค 2 เนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าโครงการหลักพันล้าน รื้อแผน เพื่อวิเคราะห์โครงการใหม่ทั้งหมด

"เอเชียทีค 2 ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ (เจริญนครซอย 17) ยังไม่เหมาะสมที่จะพัฒนาในเวลานี้" เขาเน้น

เม็ดเงินลงทุนจะไม่ใช้เลยคงไม่ได้ นี่เป็นจังหวะดีของทีซีซี แลนด์ ที่จะกลับมาจัดทัพธุรกิจในบ้านให้แข็งแกร่ง ด้วยการนำเงินไปปรับปรุงทรัพย์สินที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมแบรนด์ "อิมพีเรียล" ซึ่งปีนี้ปรับโฉมควบคู่การรีแบรนด์ใหม่เป็น "แมริออท" และ "เชอราตัน" ตามที่สัญญาไว้กับกลุ่มบริหารโรงแรมระดับโลก(เชน)อย่างสตาร์วู้ดที่ต้องเพิ่มจำนวนห้องพักให้ครบ 7,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3,000 ห้อง "โสมพัฒน์" เล่า และว่า

จุดหมายปลายทาง (Destination) ที่มุ่งไปก็จะเป็นโรงแรมในต่างจังหวัดพร้อมกัน 4 แห่ง ได้แก่ ดิ อิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่, ดิ อิมพีเรียล อาดามัส รีสอร์ท, ดิ อิมพีเรียล สมุย และดิ อิมพีเรียล หัวหิน บีช รีสอร์ท โดยการปรับโฉมครั้งนี้จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท

"ช่วงนี้ต้อง Consolidate (รวบรวม) โรงแรมใหม่ มุ่งปรับปรุงพอร์ตทรัพย์สินเดิมให้มีมูลค่า หากแล้วเสร็จราคาห้องพักของโรงแรมจะเพิ่มเป็น 2 เท่า คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป" ปัจจุบันโรงแรมอิมพิเรียลมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย 1,500 บาทต่อคืน เมื่อเปลี่ยนมาให้เชนแมริออทบริหาร ค่าเข้าพักจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,000 บาทต่อคืน เขาแจกแจง

ที่สำคัญเมื่อผลตอบแทน (yield) จากธุรกิจโรงแรมดีขึ้น ก็จะหนุนให้บริษัทนำสินทรัพย์มาจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

เขายังบอกด้วยว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจปีนี้ ทีซีซี แลดน์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการ "ลงทุนในระยะยาว" เพราะเชื่อมั่นว่าเมืองท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคเอเชีย "ประเทศไทย" ยังเป็น "Detination" หรือสวรรค์ของนักเดินทางอยู่ ไม่เพียงแค่แหล่งพักผ่อน แต่ยังรวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน(ออฟฟิศ)

"ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติแห่แหนมายังไทยมากขึ้น และขยายพื้นที่ไปยังย่านสุขุมวิทตอนปลาย บางนา เพราะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเอื้อต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ ใกล้ท่าเรือน้ำลึก และสนามบิน ทำให้เขายังพอเห็นโอกาสเติบโตจากการให้เช่าออฟฟิศ บิวดิ้ง ที่เจิดจรัสท่ามกลางวิกฤติในธุรกิจโรงแรม" เขาเล่า

การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ยังเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ

"แม้การลงทุนชะลอตัว แต่เออีซีจะเปิดแล้ว ยังไงนักลงทุนก็ต้องเข้ามาตั้งฐานธุรกิจรองรับ ศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียนก็มีไทยกับพม่า หากไม่มานักลงทุนก็จะเสียโอกาส จึงต้องมีออฟฟิศ"

เขาขยายความอีกว่า ปัจจุบันอัตราค่าเช่าสำนักงานพุ่งขึ้นสูงมาก เย้ายวนใจผู้ประกอบการให้เล็งหาพื้นที่สร้างอาคารสำนักงานเพิ่ม แต่ก็เจออุปสรรคจาก "ที่ดิน" ราคาพุ่ง และเหลือน้อยเต็มที อยากได้ตอนนี้คงต้องซื้อกิจการ(take over)อย่างเดียว

"ชะอำ" เป็นอีกโปรเจคที่ โสมพัฒน์ หลุดปากเล่าถึงความคืบหน้าในการพัฒนาที่ดินกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งวางมาสเตอร์แพลนมาหลายปี แต่ไม่เห็นภาพชัดนัก รอบนี้เขาบอกว่า เตรียมงัดพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เหมือนกับโครงการในต่างแดน เช่น ประเทศอียิปต์ "ต้องการกลับไปสู่ธรรมชาติ" (Back to the basic) ภายในโครงการจะประกอบด้วย โรงแรม ที่พักอาศัย สนามกอล์ฟ การค้า ครบวงจรในแห่งเดียว ส่วนสวนสนุกคงไม่สร้าง เพราะการแข่งขันสูง เบื้องต้นคาดว่าปี 2558 จะเริ่มโปรเจคได้ แต่โครงการนี้ติดขัดตรงที่ "นักลงทุนไม่มา" เพราะปัญหาภายในประเทศไทย เล่าจบประโยค ภรรยาออกอาการหน้าตื่น

ก่อนจะปรามเบาๆคุณสามีว่า "พูดไม่ได้ เพราะยังไม่เซ็นสัญญา"

อีกคำถามที่ไม่ถามไม่ได้ หลังพ่อตาอย่างเจ้าสัวเจริญ ลงทุนควักเงินมหาศาลกว่า 3 แสนล้านบาท ฮุบกิจการเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (F&N) ในฐานะเขยที่คุมทัพอสังหาฯ จึงถูกถามตั้งคำถามถึงการผนึกกำลัง (synergy) กับเอฟแอนด์เอ็น โดยเขาให้คำตอบสั้นๆว่า "มีความเป็นไปได้" ที่จะดึงแบรนด์อสังหาฯของเอฟแอนด์เอ็นมาให้บริการในไทย เพราะเอฟแอนด์เอ็น ก็มีเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนจะเห็นตอนนี้หรือไม่คงต้องรอดู

แต่ที่แน่ๆ ในต่างประเทศทีซีซี และเอฟแอนด์เอ็นได้ตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ร่วมกันเพื่อเรียกน้ำย่อยแล้ว

ปีกว่าที่ผ่านมา การเมืองปั่นป่วนธุรกิจธุรกิจทีซีซี แลนด์ค่อนข้างมาก ส่งผลให้โสมพัฒน์ บอกเบาๆ ว่า

"คงต้องปรับเป้ารายได้ปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะโต 10% แต่ตอนนี้ยังไม่พิจารณา" ธุุรกิจที่ฉุดรายได้อย่างหนักหนีไม่พ้นกลุ่มโรงแรม เนื่องจากเป็นสัดส่วนรายได้ที่สูงกว่า 50% และส่อเค้าดึงรายได้หดหายถึง 40% กระนั้นก็ยังมองว่าปัจจัยลบต่างๆ จะผ่านพ้นไปได้

"เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น จะไม่เลวร้ายมากนัก" เขาทิ้งท้ายประโยคอย่างมีความหวัง