การยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯจะช่วยจำกัด Downside ถอยระหว่างวันยังมองมุมซื้อเป็นหลัก
SET View
- ประเด็นหลักวันนี้ เราประเมินว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยในวันนี้จะได้รับปัจจัยหนุนจากการที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติยกเลิกการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯในการประชุมวันนี้ โดยที่เมื่อพิจารณาจากสถิติของ SET หลังการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯในพื้นที่ กทม. 3 ครั้งหลังสุด (ปี 51, 52 และ 53) พบว่าโดยเฉลี่ย 1 วัน, 1 สัปดาห์ และ 1 เดือนหลังการยกเลิก SET ปรับตัวขึ้น 0.13%, 4.4% และ 10.1% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มหลักทรัพย์ที่ตอบสนองในด้านบวกต่อการประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯในปี 2551, 2552 และ 2553 มากที่สุด หรือปรับตัวขึ้นมากกว่า SET ในระยะ1 สัปดาห์ และ 1 เดือนหลังการยกเลิก พรก. ได้แก่อสังหาริมทรัพย์, วัสดุก่อสร้าง, พลังงาน, ปิโตรเคมี และธนาคาร ซึ่งในปัจจุบันหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนรวมกันถึง 51.3% ของ Market Cap รวมของ SET ดังนั้นตราบใดที่ระหว่างสัปดาห์ยังไม่หมุนตัวลงไปปิดต่ำกว่า Uptrend Line บริเวณ 1,335 จุดอีกครั้ง เรามองว่า SET ยังมีโอกาสเหวี่ยงตัวขึ้นในกรอบ 1,360-1,430 จุดในช่วงที่เหลือของ มี.ค.2557 ได้
- อย่างไรก็ดีประเด็นที่ต้องจับตามองหลังยกเลิกการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินฯ คือการเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากสถิติในปี 2551, 2552 และ 2553 พบว่าโดยเฉลี่ย 1 วัน, 1 สัปดาห์ และ 1 เดือนหลังการยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯต่างชาติกลับขายสุทธิออกมาเฉลี่ย 382, 1,366 และ 4,388 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่เราไม่กังวลกับความเป็นไปได้ที่หลังการประชุม FOMC วันนี้ และพรุ่งนี้ (18-19 มี.ค.2557) เฟดจะตัดสินใจปรับลดขนาดมาตรา QE ลงอีก 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน สู่ระดับ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน เนื่องจากเรามองว่าตลาดหุ้นโลก และภูมิภาครับรู้ประเด็นดังกล่าวไปแล้ว
- กลยุทธ์การลงทุน การลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังปิดเหนือ 1,335 จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในกรอบ 1,340-1,370 จุด โดยมี 1,335 จุดเป็นจุด Cut Loss ในหุ้นกลุ่ม “S-T Trading” ได้แก่ LH, PTTGC, RS, CPF, ITD, CPALL และ JAS ขณะที่การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน) แนะนำ “ถือหุ้น 50% ของพอร์ต” ในหุ้นกลุ่ม “Value Investing” ได้แก่ AP, SIRI, HEMRAJ, AAV, MAJOR, ESSO และ SAMART








