วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดทุนไทยรุกหาพันธมิตรนอก

ตลาดหุ้นไทยเร่งปรับตัวรับจับมือพันธมิตรตปท.หวังเชื่อมโยงตลาดทุน เพิ่มทางเลือกการลงทุนของนักลงทุนไทยไปลงทุนตปท.และนักลงทุนนอกเข้ามาลงทุน

ตลาดหุ้นไทยเร่งปรับตัวรับจับมือพันธมิตรต่างประเทศหวังเชื่อมโยงตลาดทุน เพิ่มทางเลือกการลงทุนของนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนนอกเข้ามาลงทุน มั่นใจไทยมีความพร้อมทั้งสภาพคล่องและความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะซบเซาตลอดช่วง 3เดือนที่ผ่านมา ผลจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ดัชนีปรับลดลงกว่า 220 จุด เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมีเหตุการณ์ชุมนุม มูลค่าการซื้อขายเบาบางเฉลี่ยต่อวันไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 50% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่อง หลังจากขายไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา

นักลงทุน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องปรับตัว ด้วยการหันไปลงทุนต่างประเทศ ทั้งการออกไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาดต่างประเทศโดยตรง และการซื้อผ่านกองทุนที่มีนโยบายไปลงทุนต่างประเทศ หรือเอฟไอเอฟ (FIF) ส่งผลให้กองทุนเอฟไอเอฟของไทย ณ สิ้นเดือน ก.พ.เติบโตขึ้นถึง 20.4%

ชี้เทรนด์ลงทุนหุ้นต่างประเทศชัด

“เทรนด์การลงทุนในหุ้นต่างประเทศของนักลงทุนไทย มีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากมีการเชื่อมโยงระบบซื้อขายหุ้นระหว่างตลาดหุ้นในอาเซียน หรือ อาเซียน เทรดดิ้ง ลิงก์ ( ASEAN Trading Link) ซึ่งฟสแรกเป็นการเชื่อมการลงทุนใน 3 ประเทศก่อน คือ ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ในระหว่างที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เออีซี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็มีแผนจะขยายการเชื่อมโยงกับ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น” ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์กล่าว

จากความต้องการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย ที่ผ่านมาจึงเห็นภาคธุรกิจ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนเ และนำลูกค้าออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพราะนอกจากจะรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการทางเลือกใหม่ๆในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่ฟื้นตัวแล้ว ยังถือโอกาสพัฒนาธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ในปี 2558

นอกจากการออกไปลงทุนต่างประเทศแล้ว ทางด้านหน่วยงานกำกับดูแลในตลาดทุนไทย ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีแผนที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน และระดมทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดทุนไทยให้มากขึ้น

ต่างชาติแห่จดทะเบียนตลาดทุนไทย

จึงเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานก.ล.ต.ได้คลอดหลักเกณฑ์การส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยทั้งการจดทะเบียนโดยตรง (ไพรมารี่ ลิสติ้ง)และการจดทะเบียน 2 ตลาด (ดูโอลิสติ้ง) เพราะปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติสนใจเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน และนอกอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น

จุดเด่นของประเทศไทยในสายตาของต่างชาติ นอกจากความได้เปรียบในเรื่องภูมิศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในด้านการเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในอาเซียน อีกทั้งนักลงทุนไทยยังรู้จักและนิยมใช้สินค้าจากประเทศเหล่านี้ หากมาระดมทุนในไทยน่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน

ก.ล.ต.ชี้ไทยเมืองหลวงลงทุนอาเซียน

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. ) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นในหลายๆ ด้านที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางการลงทุน หรือเรียกว่าเป็นเมืองหลวงของการลงทุนในอาเซียนได้ ทั้งในด้านสภาพคล่อง ความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ที่มีการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์การบริหารงานของก.ล.ต. ไม่ได้มองแค่การเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน แต่จะขยายโอกาสการเชื่อมโยงด้านการลงทุนกับอาเซียน บวก3รวม จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นด้วย และในอนาคตก็อาจจะมีความร่วมมือกับทางประเทศอื่นๆ เช่นอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อเพิ่มทางเลือการลงทุนให้นักลงทุนไทย และส่งเสริมให้มีการขายออกและขายผลิตภัณฑ์ลงทุนระหว่างกัน

“ ก.ล.ต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในตลาด ทั้งบริษัทจดทะเบียนเข้าไปกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความร่วมมือร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งไพรมารี่ลิสติ้ง และดูโอลิสติ้ง คาดว่าภายในปีนี้ อาจจะได้เห็นบริษัทจากลาว และจีนเข้ามาระดมทุนในไทย”

เปิดขายกองทุนรวมข้ามตลาด

นอกจากนี้ก.ล.ต.ยังเซ็นสัญญาความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพื่อเปิดให้มีการขายกองทุนรวมข้ามตลาดกันได้ โดยล่าสุดบริษัทกองทุนในญี่ปุ่น มีแผนจะร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนไทย 2-3 ราย จัดตั้งกองทุนรวมในญี่ปุ่น เพื่อมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยน่าจะมีความชัดเจนภายในครึ่งปีแรกของปีนี้ ขณะเดียวกันก.ล.ต.ยังมีแผนที่จะไปร่วมมือกับตลาดหุ้นอื่นๆในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ในเร็วๆนี้จะไปเซ็นสัญญาความร่วมมือกับทางก.ล.ต.ของกัมพูชาเพื่อพัฒนาการโอกาสการลงทุนระหว่างกันในอนาคต

สอดคล้องกับแผนงานของตลาดหลักทรัพย์ที่มองไกลกว่าการแข่งขันเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น เพราะปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีขีดความสามารถที่จะแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ หลังจากได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในอาเซียนแล้วในหลายๆด้าน ทั้งวอลุ่มการซื้อขาย จำนวนบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง โดยเป็นรองตลาดหุ้นสิงคโปร์เพียงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เท่านั้น

จรัมพรตั้งเป้าเทียบตลาดทุนไต้หวัน

นายจรัมพร โชติกเสถียร ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ บอกว่า แผนงานของตลาดหลักทรัพย์ มองไปถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สามารถเทียบชั้นตลาดหุ้นไต้หวันได้ เพราะตลาดหุ้นไต้หวันมีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะการเป็นตลาดหุ้นที่มีฐานนักลงทุนรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นไทยจึงสามารถเรียนรู้การพัฒนาในด้านต่างๆจากตลาดไต้หวัน ทั้งในด้านการพัฒนานักลงทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มทางเลือก และตอบสนองความต้องการของนักลงทุน

“ตลาดหลักทรัพย์มั่นใจว่าวอลุ่มการซื้อขาเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยจะยังคงสูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้วอลุ่มการซื้อขายจะปรับลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านบาท แต่ในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะครึ่งปีคาดว่าหลังสถานการณ์จะดีขึ้น หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย ประกอบกับเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรปฟื้นตัว หนุนให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกับนักลงทุนไทยที่อยู่ระหว่างรอจังหวะเข้าลงทุน ก็จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น”