วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไขรหัส"คู่แฝด"บันลือโลก จุดพลุ"ครีเอทีฟไทย"

"Never Stop Creating"นิยามนักคิด-สร้างสรรค์ผลงานอีเวนท์ โชว์บิซ ละครเวที อีกจิปาถะที่ทำให้ทั้งคู่"ผงาด"เป็น"Pioneer"ทุกตลาดที่ไปบุกเบิก

ไม่ธรรมดาที่ประเทศเล็กๆ บนแผนที่โลกอย่างไทย จะมีนักครีเอทีฟคู่แฝดที่สร้างสรรค์ผลงานอีเวนท์ โชว์บิซฯ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ไต่อันดับ 1 ใน 10 ยักษ์อีเวนท์ของโลกในแง่ของ "รายได้"หรือบิลลิ่ง ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของผลงานการันตีฝีมือฉมังของ 2 พี่น้องฝาแฝด "เกรียงไกร -เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน" ที่ผลิตผลงานไทยๆ เข้าตา จนได้รางวัล "the best event marketing" จาก Gala Awards 2005 มาครองเมื่อปี 2548

ทว่า..ในจังหวะที่เต็มไปด้วยโจทย์หินทั้งการเมือง เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ทั้งคู่จะครีเอทงานดีๆ ฝ่าวงล้อมวิกฤติรอบนี้ไปอย่างไร พร้อมๆไปกับการขยายอาณาจักร "อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ" ลุยต่างแดน กับเป้าหมายไต่อัดับท็อป 5 อีเวนท์โลกให้ได้ หลังจากตำแหน่งเบอร์ 7 ของโลกแน่นอนมากว่า 3 ปี

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีโอกาสพูดคุยกับคู่แฝดครีเอทีฟ ถึงผลึกความคิด วิธีการทำงาน ตลอดจนเป้าหมายการขยายธุรกิจให้ผงาดโลก ที่วันนี้การันตีความเก๋าด้วยการติดอันดับท็อป 3 ธุรกิจอีเวนท์ในภูมิภาคเอเชีย ไม่น้อยหน้า Pico Global Services ของฮ่องกง

บทสนทนาเริ่มต้นที่แฝดผู้พี่ "เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน" ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด(มหาชน) ย้อนเกล็ดเล่าประวัติย่อๆ ของตัวเองให้ฟังว่า ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ศึกษาชั้นประถมศึกษาจนจบมัธยมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียกได้ว่า "ถ้ามีคัดออกคงโดนออก" (หัวเราะ)

แม้ใจใฝ่เรียนนิเทศศาสตร์ แต่รู้ขีดความสามารถตัวเอง จึงขอแค่ "เอ็นทรานซ์" ให้ติดคณะไหนก็ได้ ซึ่งเป็นเหมือนบททดสอบ

พิสูจน์ก้าวแรกของชัยชนะ

"เป้าหมายคือต้องชนะตัวเองจากคนเรียนไม่เก่ง ถ้าเอ็นฯติด เราทำมันได้ !!!" นั่นทำให้เขามุ่งมั่นอ่านตำราวิชาไหนที่จะเกื้อหนุนคะแนนสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเอ็นฯติด

วิธีคิดในวัยเรียน ทำให้เขาตกผลึกว่า...นี่คือ "การวางกลยุทธ์ รู้ว่าทำอย่างไรให้เอ็นท์ฯติด"

หลังเรียนจบก็ไขว่คว้าล่าฝันทำในสิ่งที่ชอบ (เท่านั้น) นั่นคืองานด้านนิเทศศาสตร์ เมฆสบโอกาสเข้าสู่แวดวงเอเยนซี่โฆษณา 1 ปี เจ้าตัวบอกว่า

"ตอนนั้นสนุกกับงานมาก" กระทั่งปี 2527 (สมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี) ไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบ จากที่ทำงานในเอเยนซี่ใหญ่ก็ย่อยองค์กรให้เล็กลง ทำให้ "เกรียงไกร" มนุษย์ที่ไม่เกี่ยงงาน สวมหมวกทุกตำแหน่ง เป็นทั้งผู้บริหารงานลูกค้า (AE) ครีเอทีฟ วางแผนสื่อ (Media) ไปจนถึงตามเก็บเงินลูกค้า

"ตอนเข้ามามีครบทุกแผนก พอตอนหลังทำได้ทุกตำแหน่ง เพราะเหลือคนไม่กี่คน นั่นทำให้เขาได้ประสบการณ์การทำงานทั้งองค์กร ยิ่งกรอบกว้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก่ง"

เมฆเล่าว่า วันดีคืนดีก็ถูก เจเอสแอล จีบไปร่วมงานโฆษณา 2-3 ปี ทำให้เกิดความรู้สึกใหม่ จากการสัมผัสงานโทรทัศน์ เป็นครีเอทีฟ โปรดิวเซอร์ จัดคอนเสิร์ต ทำรายการเกมโชว์ ละคร สำทับด้วยพี่ๆ ทีมงานที่ไหว้วานให้ช่วยนั่นช่วยนี่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่งานตัวเองแต่ก็ทำแบบไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อย่างคนกระหายความรู้

"นึกถึงเด็กอยากเรียนนิเทศฯแล้วไม่ได้เรียน พอได้มาทำงานก็กระหายเก็บเกี่ยวทุกอย่าง ใช้เวลาที่คนอื่นเรียนรู้ในห้องเรียนมาเรียนจากประสบการณ์จริงแทน" เขาเล่า

เพราะหิวงานมากกว่าเพ่งเล็ง "เงินเดือน" ทำให้ทำงานอย่างสนุก

แคมเปญเป๊ปซี่ที่ดึงปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ มาประกบคู่นักร้องดังระดับโลก คือกิจกรรมการตลาดแรกที่ทำให้เขาอึ้งและตั้งคำถามกับตัวเอง "โลกนี้มีอะไรแบบนี้ด้วย...!!!" ขณะที่งานทีวีก็สนุก แต่เจอการจัดกิจกรรมสด(Live) ยิ่งเร้าใจไปอีก

"ชอบมากงาน live ทำคอนเสิร์ต ตื่นเต้นเร้าใจ ยิ่งถ่ายทอดสดยิ่งเร้าใจยกกำลังสอง เพราะมีเงื่อนไขของการถ่ายทอดสดทางทีวี มีการตัดโฆษณา แม้ไม่พร้อมก็ต้องเล่น สะใจมาก นี่คือสิ่งที่ชอบที่สุด"

กอบโกยความรูู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงเวลา "ทุบกระปุกออมสิน" ปั้น บริษัท อินเด็กซ์ โปรโมชั่น กรุ๊ปขึ้นในปี 2533

"ตอนนั้นผมยังไม่ได้มองถึงโอกาสทางธุรกิจ แต่มองแค่สิ่งที่ชอบ เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนก้อนแรก 6 หมื่นบาท" เกรียงไกร เล่า ก่อนจะขยายความว่า

"ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากทำ แต่มี Passion อย่างเดียว ตอนนั้น โค(...)รฉลาดเลย ไปเปิดบัญชีธนาคารแบบกระแสรายวัน 500 บาท ซึ่งปกติจะต้องเปิด 10,000 บาทขึ้นไป ไม่รู้ถึงขั้นนั้น ผมจะบอกว่าผมไม่ใช่นักธุรกิจเลย"

ไม่ได้สำรวจแต่กระทั้งโอกาสหรือวิเคราะห์ตลาด ไม่รู้ว่าโชคชะตาเข้าข้างหรือเปล่า เพราะนั่นเป็นจังหวะดีสำหรับอินเด็กซ์ฯในฐานะผู้เบิกฤกษ์ธุรกิจ จึงมีสิทธิ์กอบโกย "ขุมทรัพย์” ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะขณะนั้นธุรกิจอีเวนท์เป็นที่ต้องการของตลาดมาก

"เรียกว่าธุรกิจเกิดในช่วง Rigth time มาก เป็น Pioneer (ผู้บุกเบิก) ของธุรกิจนี้ คู่แข่งไม่มี ดีมานด์เยอะมาก"

สร้างสรรค์ผลงาน 4 อีเวนท์แรกป้อนลูกค้าอย่าง เนสกาแฟ, จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แอมเวย์ และบริดจ์สโตน ผลตอบรับดีหมด ทว่าอีเวนท์การตลาดที่เป็น "จุดเปลี่ยน" จนสร้างชื่อ “อินเด็กซ์” ให้ดังไกลทั่วโลกคือ แคมเปญเนสกาแฟ เอ็กซ์ตร้าเชค ที่ดันยอดขายให้ลูกค้าถล่มทลายกลายเป็นฟอร์แมทที่ทั่วโลกนำไปใช้ ตามด้วยแคมเปญ "Lux Super Rich, The World's Longest Catwalk" อีกผลงานชิ้นโบว์แดงในวงการอีเวนท์

ทศวรรษแรกที่คลุกฝุ่นปลุกปั้นธุรกิจอีเวนท์ อย่างที่บอกรายได้เป็นเรื่องรองที่เขาให้ความสำคัญ บริษัทไม่เคยแง้มดูกระสุนทุน

"10 ปีแรกทำงานอย่างเดียว ไม่เคยดูกำไรขาดทุนด้วยซ้ำ บอกแล้วว่าไม่ใช่นักธุรกิจ" เขาขึ้นเสียงสูง

เข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ผลงานชิ้นเอกที่ประกาศตัวตนอินเด็กซ์ ถึงขั้นสปอตไลต์ทั่วโลกต้องส่องมาที่ "บิ๊กเนม" เบอร์ 1 อีเวนท์เมืองไทย ต้องยกให้การสร้างสรรค์แคมเปญการตลาด "กระทิงแดง คนกล้า..ท้ามฤตยู” อวดสายตาผู้บริโภคในปี 2547 งานครีเอทีฟที่เตะตาชาติฝรั่งมังค่า จนมอบรางวัลสุดยอดอีเวนท์การตลาด “Gala Awards 2005” เป็นรางวัลใหญ่ระดับโลกการันตีผลงานแรกที่ส่งเข้าประกวด แต่เจ้าตัวบ่นอุบว่า

"พลาดที่ไม่ไปรับ" เพราะเจ้าภาพไม่ยอมประกาศผลรางวัลชนะเลิศ มีเพียงเทียบเชิญร่วมงาน Gala Awards ที่สหรัฐอเมริกา

เมื่อรางวัลส่งถึงมือ ผู้รับอย่างเกรียงไกรเล่าว่า ฟินสุดๆ ตั้งแต่เขาจะส่งรางวัลมาให้ ผมก็บอกเข้าว่า "อย่าโกหกผมนะ"

หลังคว้ารางวัลใหญ่มาครอง หลังจากนั้นก็รับประทาน "แห้ว" มาตลอด การยืนตระหง่านบนเวทีโลก จึงเป็น "ความฝัน" ของเขาจวบจนทุกวันนี้

"นั่นเป็น dream ที่วันหนึ่งจะไปยืนบนนั้น เพราะมันคือออสก้า ที่แข่งขันกันทั้งโลก"

รางวัลที่ได้รับจุดประกายให้อินเด็กซ์ฯ ท้าชนยักษ์อีเวนท์ทั่วโลก เทียบฟอร์มฝรั่ง เริ่มเก็บข้อมูลเพื่อประลองยุทธ์ ตั้งแต่ส่งผลงานที่ไหน อย่างไร เกณฑ์การวัดอันดับโลกมีอะไรบ้าง ถึงขั้นบางปีสาละวนกับเรื่องนี้จน "ลืม" ส่งงานดีๆ ไปประกวด อยากจะจับน้องทีมงานกดน้ำ เขาหัวเราะ

ระยะเวลา 24 ปี อินเด็กซ์ฯ ผ่านร้อนหนาว รีแบรนด์องค์กร สยายปีกธุรกิจออกไปหลายแขนง แตกบริษัทย่อยมากถึง 17 บริษัท แต่ละก้าวมีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้แตะ 1,505 ล้านบาท และรั้งอันดับ 13 อีเวนท์โลก ในปี 2551 ไต่เพดานบินสูงขึ้น สู่อันดับ 7 ของโลก

"มีคนถามว่าไม่ไต่อันดับขึ้นเหรอ เราก็บอกว่าไม่ไหวมั้ง หากวัดค่าเงิน 1 บาท เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะขึ้นที่ 1 ให้ดู เพราะการเป็นเบอร์ 1 เทียบทั้งโลก รายได้ต้องอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นล้าน"

โมเดลที่เห็นจริงในวันนี้ของอินเด็กซ์ คือมุ่งขึ้นชั้น "Regional Company" ในเอาเซียน สร้างเครือข่ายธุรกิจซึ่งกันและกันในแต่ละประเทศ โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ทำให้หลายปีที่ผ่านมากลยุทธ์เชิงรุกของคู่แฝดแบ่งหน้าที่ไปบุกเบิกตลาดอีเวนท์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม พม่า ก่อนจะสยายปีกสู่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในอนาคต ซึ่งมรรควิธีนี้จะเกื้อกูล Ranking โลกให้กับอินเด็กซ์อย่างรวดเร็ว

ฝันให้ไกลไปให้ถึง แต่เกรียงไกร ยังคงไม่ได้มอง "รายได้" เป็น Key word ในการขับเคลื่อนอาณาจักรอีเวนท์แห่งนี้

"Aim ที่อยากไปบนเวทีโลก...จริงๆ อยากทำอินเด็กซ์ฯให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 10-15 ปีข้างหน้า" นี่เป็นเหตุผลให้บริษัทด้วยการควักทุนกว่าพันล้าน หาทำเลทองที่ปะเหมาะเพื่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญเหมือนโรงละคร สถานที่จัดแสดงโชว์ประมาณ 500 ที่นั่ง เพื่อให้เจเนอเรชั่นที่ 2 รับไม้ต่อไม่ต้องถางป่าเหมือนตนเอง

"วินาทีที่เราวางมือ อยากให้เขาเหนื่อยน้อยลง ไม่ต้องมีแพสชั่น บ้าบอเหมือนเรา" เจ้าพ่ออีเวนท์หวัง

หนึ่งสมองสองมือที่ครีเอทงานมากมาย ถามว่าอะไรคือกุญแจแห่งความสำเร็จ เกรียงไกร ตอบชัดว่า

"ทำยังไงก็ได้ ขอให้ทำในสิ่งที่รัก จะดีเสมอ เมื่อสิ่งนั้นได้พิสูจน์ตัวเองว่าดีจริงก็จะขายได้ นี่คือกุญแจความสำเร็จ ขอให้ทำอะไรก็ได้ที่ชอบและดีที่สุด"

ธรรมดาที่คู่แฝดจะคิดเหมือนกัน แต่ "หมอก เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด(มหาชน) เริ่มต้นบทสนทนาว่า

"เราเรียนเหมือนกันหมด แต่ในความเป็นแฝด สองคนนี้ไม่เหมือนกันเป๊ะ" ก่อนบรรยายตัวตนว่า

"ถ้าให้ผมคิดงานดีไซน์งานผมจะ more emotional (ใช้อารมณ์) มากกว่า ลงรายละเอียดลึกกว่า เมฆจะหนักเรื่องฟังก์ชัน (กระบวนการทำงาน)"

ทว่า...พื้นฐานที่เหมือนกันคือการเป็นนักคิดนัก "ครีเอทีฟ" แถมโชคดีการสานฝันได้ด้วย "กระสุนทุน" ของลูกค้า

"โชคดีงานนี้ฝันแล้วมีคนจ่ายสตางค์ (คนจ้าง) ให้เกิดเป็นจริงได้ นี่เป็นความสนุกของการทำอาชีพนี้"

ความเหมือนที่แตกต่างของทั้งคู่ยังมีอีกมาก

ที่แน่ๆคือ "วิกฤติ" ในธุรกิจอีเวนท์ที่กำลังเผชิญ เพราะตลาดในประเทศระส่ำลูกค้าเลื่อนจัดงานอีเวนท์ โชว์บิซ ตีมูลค่าไตรมาสแรกก็กระทบบิลลิ่งหลัก 100 ล้านบาท แฝดผู้น้อง ยังเจอมรสุมในการกรุยธุรกิจต่างแดนบนเวที "อาเซียน" อย่างประเทศเวียดนามกระโจนสู่ตลาดอีเวนท์มา 3 ปี จนเสียกระบวนท่า ต้องตั้งหลักปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่

จากเดิมตั้งมั่นประกาศความยิ่งใหญ่ในการเป็นครีเอทีฟ อีเวนท์ ก็ขอครีเอทีฟธุรกิจใหม่ๆ เป็นรายแรกในเวียดนามแทน ด้วยการปั้นแพลตฟอร์มแหล่งท่องเที่ยว "งัดโชว์" ดีๆ จากฝีมือขบถนักคิดคนไทย ให้ประจักษ์ในตลาดเพื่อนบ้าน

งบลงทุน 200-300 ล้านบาท คือกระสุนทุนใหม่ที่อัดลงไปเพื่อเนรมิต “เธียเตอร์” รับการแสดง โชว์วัฒนธรรมอย่างอลังการเพื่อจับกลุ่มนักท่องเที่ยว หลังเจรจาและเตรียมสรุปรายละเอียดกับพาร์ทเนอร์ใหม่ในไตรมาส 2 นี้ สานฝันปั้นโมเดลธุรกิจร่วมกัน ซึ่งหากลงตัวเริ่มตอกเสาเข็ม โปรเจคนี้คงมีดีมาอวดได้กลางปี 2558 รับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)พอดี

นี่คือการ “คิด” เพื่อพลิกเกมขยายธุรกิจให้ได้ หลังอีเวนท์แป้ก ผิดจากเป้าประสงค์แรก ครั้นเขาสรรค์สร้างโชว์ได้แข็งแกร่ง ก็ย้ำว่าไม่จำเป็นต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่ต้องการทำจริงๆ คืองาน creative และ model ของความสำเร็จในตลาด ไม่จำเป็นต้องวัดหรือประกาศ “ชัยชนะ” จำกัดอยู่แค่อีเวนท์เท่านั้น

ผลึกความคิดนี้ ยังสะท้อนการรังสรรค์ผลงานเป็น เจ้าแรก ผู้กำหนดเทรนด์ให้กับงาน “ครีเอทีฟ” ย้ำภาพของอินเด็กซ์ฯในสังเวียนธุรกิจระดับภูมิภาคให้โดดเด่นมากขึ้นด้วย

ถามว่า หากต้องการพิสูจน์ฝีมือผลักดันธุรกิจในเวียดนามให้ประสบความสำเร็จ ย่อมทำได้ แต่ต้องใช้ความพยายามแก้โจทย์หิน เพราะเงื่อนไขที่ประมือคือกฎ กติกา มารยาทจากภาครัฐที่ปรับเปลี่ยนไปมา โหมโรงกับบางอุปสรรค เช่น การแข่งขันที่สูงจึงใช่จะวัด “ฝีมือ”อย่างเดียวพอ ยิ่งทุนข้ามชาติอย่างพี่ไทย เมื่อเจอมรสุมดังกล่าวก็อาจเจอ “หายนะ” ในธุรกิจได้โดยง่าย

“การวัดฝีมือธุรกิจอีเวนท์ในเวียดนาม นอกจากพลิกเกมแล้ว เราต้องเปลี่ยนตลาด จากปกติอินเด็กซ์มีอาชีพรับจ้างทำงาน(อีเวนท์) ตอนนี้เปลี่ยนทำโชว์ที่ดี เพื่อให้ลูกค้าอยากมาดูโชว์เรา”

ขณะที่แฝดน้องต้องแก้สมการธุรกิจ เพื่อพิชิตเป้า ทว่า..แฝดพี่ผู้กุมทัพพม่า กลับขยายธุรกิจอย่างคึกคักรับการเติบโต

จนเกรียงกานต์ออกปากว่า “พม่าพูดเต็มปากว่าเราเป็นเบอร์ 1”

เพราะรับผิดชอบธุรกิจนอกบ้านคนละตลาด ทั้งคู่จึงไม่ประลองฝีมือกันเอง แต่กลับผสานพลังช่วยกันขับเคลื่อนอีเวนท์เบอร์ 1 ของไทยให้ยิ่งใหญ่ในอาเซียน ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ “Asean Hub of Creativity”

“เป้าหมายตอนนี้มองในกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก ชาติแถวนี้ยอมรับคนไทยอยู่แล้วในเรื่องครีเอทีฟ แต่เรายังไม่ได้ใช้อย่างเต็มศักยภาพ ประกอบกับสิ่งที่อินเด็กซ์อยากโชว์ในอาเซียนมีมหาศาล” เขาย้ำ

แล้วการยืนเด่นเป็นสง่าในฐานะอีเวนท์ระดับสากล ให้ทั่วโลกยอมรับล่ะ?

ประเด็นนี้ เกรียงกานต์มองต่างจากแฝดพี่

“จริงๆ ถามผม อาชีพนี้ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องขึ้นไปยืนรับรางวัลบนเวทีโลก แค่ทำงานเบื้องหลัง เสียงปรบมือ ความชื่นชอบและคำชื่นชมของคนดูแค่นั้นก็มีความสุขแล้ว” เขาให้เหตุผล

ที่สำคัญสังเวียนอีเวนท์ระดับโลกก็ไม่หมูที่จะไปให้ถึงฝั่ง เกรียงกานต์หยิบไอดอลอย่าง “Cirque du Soleil” (เซิร์ค ดู โซเลย์) มาเล่าให้ฟังเมื่อครั้งมีโอกาสได้สัมผัสกับโชว์ในนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เพียงผ้าม่านผืนใหญ่ถูกดูดให้หายวับไปหลังเวที ก็ทำให้เขาถึงกับ “อึ้ง..ทึ่ง” กับการแสดง ทุนมหาศาลที่ผสานกับวิศวกรรมชั้นเลิศเป็นพลังที่ส่งให้งานครีเอทีฟอลังการเหนือคำบรรยาย

ครั้นวัดสามารถงานครีเอทีฟของไทย เขาเห็นพ้องกับพี่ชายถึงศักยภาพที่จะผงาดบนเวทีโลกได้ไม่ด้อยใคร แต่ต้องชกกับคู่แข่งที่น้ำหนักระดับเดียวกัน

"ผมชอบเทียบกับนักมวยเทียบน้ำหนัก ไม่ใช่น้ำหนักจริงตอนนี้นะ(หัวเราะ) ถ้าผมน้ำหนักแค่นี้ให้ไปเทียบชกกับเฮฟวี่เวท เช่น อยู่ดีๆ ให้ผมไปชกกับหรืองานครีเอทีฟที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ที่คับคั่งด้วยเงินทุนสูงถึงหลัก 2,000 ล้านบาท เพียบพร้อมด้วยวิศวกรรม ต้องบอกว่า impossible”

งานครีเอทีฟบางอย่างอาจห่างชั้น แต่ด้วยรายได้ที่สั่งสมมากว่า 2,000 ล้านบาท ในฐานะเบอร์ 7 อีเวนท์ของโลกจากไทย ก็เริ่มร่นระยะห่างเบอร์ 6 ลดลง และมีสิทธิ์ลุ้นติดท็อปไฟว์ไม่เกินเอื้อม

“จะเป็นเบอร์ 5 อีเวนท์ระดับโลกได้ ต้องมีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท อันดับสูงกว่านั้นจะเริ่มเหนื่อย” เขาประเมินสรรพกำลัง

คิด สร้าง รังสรรค์งานครีเอทีฟนานัปการ อะไรคือสิ่งที่เขาหลงใหลมากสุด เกรียงกานต์ยกให้ “โชว์บิซ” เพราะสะท้อนตัวตนการทำงานของเขาเป็นอย่างดี

“คนเราบางทีในจังหวะหนึ่งมันก็ต้องทำงานที่ตัวเองรักจริงๆ ผมมีความสุขกับการทำโชว์บิซ เพราะมันเป็นตัวตนของผมเอง พูดง่ายๆว่าเวลาที่คนไปดูละครเวทีของผม คนก็จะต้องบอกว่านี่คือตัวตนของอินเด็กซ์ ลูกเล่นเยอะ มีกิมมิก เอ็ฟเฟ็กต์ มันคือลายมือของผมอย่างแท้จริง”

เป็นทั้งเบอร์ 1 อีเวนท์ในไทยและอาเซียน เบอร์ 2 ในเอเชีย และรั้งอันดับ 7 ของโลก สะท้อนความสำเร็จของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟได้หรือยัง

เกรียงกานต์ให้นิยามว่า “ความสำเร็จตอนนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะผมต้องการสร้างสรรค์ให้อินเด็กซ์เป็นสถาบัน มีธุรกิจที่ยั่งยืนเอื้อให้เจนฯ 2 รับไม้ต่อ และอยากเป็นเหมือนเซิร์ค ดู โซเลย์ ที่ครีเอทีฟงานจัดโชว์โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจากลูกค้า เพราะการทำงานให้ลูกค้ามีข้อจำกัดเรื่องแบรนด์และไอเดียที่มาตีขลุมความคิด”

ครั้นให้ทั้งคู่ไขไอเดียทิ้งท้ายที่บ่งบอกถึงบทบาท “เจ้าพ่ออีเวนท์” เมืองไทย ควบตำแหน่ง “คู่แฝดอีเวนท์บันลือโลก” ดูเหมือนจะใจตรงกันในประโยคเด็ดที่ว่า

“Never Stop Creating”