วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้ปรับ'โครงสร้างพื้นฐาน' แข่งขันรับเออีซี ปี58

นักวิชาการ-ภาคธุรกิจภูมิภาค แนะรัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แม้ไม่มีกม.กู้ 2 ล้านล้านบ. ทันแข่งขันรับเออีซี ปี'58

นักวิชาการและภาคธุรกิจภูมิภาค แนะรัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย แม้จะไม่มีกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านรองรับประชาคมอาเซียนปี 2558 ชี้หากล่าช้าจะทำให้ไทยเสียโอกาสจากศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีประเด็นดังนี้

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยโดยเฉพาะการลงทุนในระบบรางจะส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ทั้งที่ศักยภาพที่ตั้งของไทยมีความได้เปรียบกว่าทุกๆ ประเทศในอาเซียนแต่มีอุปสรรคในเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 17% ของจีดีพี โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ถือว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยจะสูงกว่าประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

นายอัทธ์กล่าวว่า ต้นทุนโลจิสติกส์จะลดลงได้ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในเรื่องระบบรางเพื่อไปเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าและการท่องเที่ยวโดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาลงทุนระบบรางโดยใช้วิธีการจัดหาเงินลงทุนจากการจัดลำดับความสำคัญไว้ในงบประมาณประจำโดยจะต้องเริ่มก่อสร้างทันทีในปีงบประมาณ 2558 เพราะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานหลายปี และเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558 ประเทศไทยไม่สามารถเชื่อมโยงการคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ก็ถือว่าเราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาการลงทุนที่มีความล่าช้าออกไป

“การล่าช้าในการลงทุนของเราทำให้ไทยถูกมองเป็น "Missing Link" ของอาเซียนเพราะเราไปเชื่อมโยงกับเขาไม่ได้ และในประเทศเพื่อนบ้านการลงทุนในระบบรางไว้รอที่จะเชื่อมต่อกับประเทศไทยเพื่อขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน เช่น มาเลเซียมีการลงทุนเส้นทางรถไฟสายใหม่มาเชื่อมโยงกับด่านสะเดา จ.สงขลา ของไทย และกัมพูชาที่มีการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟ จากกรุงพนมเปญ มายัง จ.บันเตียเมียนเจย ขณะที่ลาวเองก็มีทางรถไฟจากคุนหมิงของจีนมาถึงเวียงจันทน์ ขณะที่ไทยเองยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างโครงการพวกนี้เลย” นายอัทธ์กล่าว

เชียงรายเสนอเร่งปรับปรุงถนน

ด้านนายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายกล่าวว่าแม้แผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ตาม พ.ร.บ.2 ล้านล้านบาทจะสะดุดลง แต่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เดินหน้าโครงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนให้เป็น 4 ช่องทางทั่วประเทศต่อไปเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการขนส่งโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่มีระบบการขนส่งเชื่อมโยงกับตอนใต้ของจีน ลาวและพม่า ซึ่งพื้นที่ตอนในส่วนใหญ่ยังเป็นถนน 2 เลน

คาดว่าในระยะอันใกล้นี้เมื่อเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เต็มรูปแบบคาดว่าจะเกิดปัญหาแออัดของถนนอย่างแน่นอนเพราะจะมีรถเดินทางเข้ามาจากทางตอนใต้ของประเทศจีนเข้ามายังเชียงรายมากขึ้น

“หลังจากที่มีการเปิดสะพานแห่งที่ 4 ในอำเภอเชียงของเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การค้ามีความเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากปัญหาทางการเมืองในส่วนกลาง เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งเข้าไปในลาว พม่า และจีนตอนใต้ เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค และอุปกรณ์การก่อสร้าง ซึ่งมีคุณภาพที่ดี มีมาตรฐาน ทำให้เป็นที่นิยม และเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการอยู่แล้ว คาดว่าการค้าชายแดนในจังหวัดเชียงรายปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่าการค้าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท”นายบุญธรรมกล่าว

หอการค้าสงขลาแนะเร่งสร้างท่าเรือ

ด้านนายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลากล่าวว่าอยากให้รัฐบาลผลักดันการก่อสร้างท่าเรือปากบารา จ.สตูล ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อเป็นท่าเรือที่สำคัญในการขนส่งสินค้ายางพาราจากภาคใต้ไปยังตลาดต่างประเทศเนื่องจากการค้าผ่านแดนในจังหวัดสงขลาส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทยางพาราโดยจากมูลค่าการค้ารวม 5 แสนล้านบาทในปี 56 ประมาณ 3 แสนล้านบาท เป็นสินค้ายางพารา ซึ่งในปัจจุบันต้องไปใช้ท่าเรือที่ปีนัง ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยมีราคาสูงและแข่งขันได้น้อยลง

“คิดว่ามี 3 ประเด็นที่ไทยในส่วนของชายแดนทางใต้ ต้องเร่งคือ ให้มีรัฐบาลใหม่ โดยเร็ว พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ให้ได้ ส่วนท่าเรือปากบาราเป็นโครงการส่วนหนึ่งในโครงการ 2 ล้านล้านบาท เชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาจะต้องเร่งดำเนินโครงการนี้ เพราะเป็นโครงการที่มีการวางแผนไว้นานแล้ว และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาขีดความสามารถของการส่งออกไทย”

มุกดาหารจี้เร่งสร้างถนน4เลน

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล ประธานหอการค้า จังหวัดมุกดาหารกล่าวว่ารัฐบาลควรจะเร่งรัดการพัฒนาถนนในเขตชายแดนเป็นถนน 4 เลน และให้มีการเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมในจังหวัดใกล้เคียงกับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) มีความสมบูรณ์มากขึ้นรวมทั้งอยากให้เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงระหว่างภาคอีสานกับภาคเหนือตอนล่าง เช่น น่าน นครพนม มุกดาหาร มีความสะดวกมากขึ้นในการเชื่อมโยงกับจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคอีสาน เช่น จังหวัดขอนแก่น เช่น การขนส่งสินค้าเข้าสู่ด่านชายแดนทั้งหลายจะมีความสะดวกและทำได้รวดเร็วมากขึ้นและจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้าได้ เพราะจากมุกดาหารสามารถขนส่งไปได้ทั้งเวียดนามตอนเหนือและเวียดนามตอนกลางโดยผ่านประเทศลาวได้

"รัฐบาลควรจะมีการสร้างถนนเชื่อมกับถนนขนาดเล็กที่เข้าหมู่บ้าน โดยเฉพาะในหมู่บ้านตามแนวแม่น้ำโขง เพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสนำสินค้าเข้ามาขายในเมือง และ มีโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งนี้คาดว่าการค้าชายแดนที่ผ่านด่านจังหวัดมุกดาหาร จะเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ในปี 2557 ซึ่งการค้าในปัจจุบันในส่วนสินค้าอุปโภคและบริโภคไม่ได้รับผลกระทบ ยกเว้นการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำเข้าจากเวียดนาม เพื่อมาประกอบในไทยที่มีการนำเข้าลดลง เพราะมีการลดกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทย"

เสนอเร่งเปิดด่านตราด2แห่ง

ขณะที่นายสุมิตร เขียวขจี ประธานหอการค้า จังหวัดตราด กล่าวว่าสถานการณ์การค้าชายแดนใน จ.ตราดในช่วงต้นปี 2557 ได้รับผลกระทบการนำเข้าสายไฟฟ้าจากลดลงประมาณกว่า 50% ซึ่งเป็นผลจากการลดกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการค้าชายแดนในส่วนสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ลดลง และยังมีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายสุมิตร กล่าวว่าได้เสนอให้รัฐบาล พิจารณาการเปิดด่านอีก 2 ด่านใน จ.ตราด คือด่านที่ อำเภอบ่อไร่ และ อำเภอเมือง จ.ตราดซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างถนนเชื่อมต่อกับบริเวณดังกล่าวเรียบร้อยแล้วโดยการลงทุนของภาคเอกชน เพียงแต่ทางการยังไม่เห็นด้วยที่จะให้เปิดด่านดังกล่าว ด้วยเหตุผลของความมั่นคง ซึ่งถ้าเปิดได้จะทำให้มูลค่าการค้าชายแดนผ่าน จ. ตราดจะสามารถเติบโตได้เท่าตัวหรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6 หมื่นล้านบาทในปี 2556