สมาคมตลาดตราสารหนี้ เผยต่างชาติปรับพอร์ตพักเงินตราสารหนี้ระยะสั้น หวังลดความเสี่ยง ชี้ยอดถือครองล่าสุด 6.81 แสนล้านบาท
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมี.ค.2557 มีเงินทุนไหลออก 1,800 ล้านบาท โดยเป็นยอดซื้อสุทธิ 11,600 ล้านบาท แบ่งเป็น การซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 11,000 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 600 ล้านบาท ในขณะที่มีตราสารหนี้ครบอายุไป 13,400 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามหากนับตั้งแต่ต้นปีมามีเงินทุนไหลออกไป 26,600 ล้านบาท โดยเป็นยอดซื้อสุทธิ 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 27,800 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ระยะยาว 21,300 ล้านบาท ในขณะที่มีตราสารหนี้ครบอายุไป 33,000 ล้านบาท ทำให้ต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิ 681,300 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้น 15% และตราสารหนี้ระยะยาว 85%
ทั้งนี้จะพบว่าเงินไหลออกส่วนใหญ่จะมาจากตราสารหนี้ที่ครบอายุเป็นหลัก ในส่วนของต่างชาติเองนั้นเป็นการปรับพอร์ตโดยขายตราสารหนี้ระยะยาวมาพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตามแนวโน้มการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าจะจบในปีนี้และทยอยทำแบบค่อยเป็นค่อยไปซึ่งคงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้มากเหมือนในปีที่ผ่านมาเพราะตลาดเองก็รับรู้ข่าวนี้ไปมากแล้วเช่นกัน แต่เงินใหม่เองอาจจะเข้ามาน้อยลง
“ในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลงมาสะท้อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าจะมีการปรับลดในช่วงครึ่งปีแรกอยู่แล้วการลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 2.00% จึงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือคงต้องดูภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีอีกครั้งว่าจะเป็นเช่นไร ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะสถาบันในประเทศมีการขยายอายุตราสารหนี้ที่ลงทุนโดยมีการเข้าซื้อตราสารหนี้อายุ 3 ปี ค่อนข้างมาก ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลงมา 0.30% เพื่อรับการปรับลดดอกเบี้ยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีการลดดอกเบี้ยก็จะได้กำไรจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้นไป”
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยลดจากระดับ 2.25% มาอยู่ที่ 2% เนื่องจากมองว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมีมากขึ้นจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้อแม้เร่งตัวขึ้นแต่ยังอยู่ระดับต่ำ นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้
น.ส.อริยา ยังกล่าวอีกว่า ตลาดตราสารหนี้ไม่ได้อ่อนไหวต่อข่าวปัจจัยการเมืองมากเหมือนตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกของตลาดตราสารหนี้เองก็ไม่มากเหมือนในตลาดหุ้นและนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนอยู่ก็เป็นกลุ่มนักลงทุนระยะยาวจริงๆ อย่างไรก็ตามหากปัจจัยการเมืองคลี่คลายลงได้และความขัดเจนของนโยบาย QE ในปัจจุบัน เชื่อว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติบางส่วนที่เคยขายตราสารหนี้ไทยออกไปจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งเช่นกัน เพราะในช่วงที่มีปัจจัยการเมืองนักลงทุนบางส่วนก็ขายเพื่อล็อกกำไรลดความเสี่ยงออกไปก่อนและมองว่านักลงทุนกลุ่มนี้มีโอกาสกลับเข้ามาอีกครั้งหากการเมืองคลี่คลายได้
“พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่ผ่านคงไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการออกพันธบัตรในปีนี้ของภาครัฐแต่ประการใดเพราะมีแผนการออกไว้แต่แรกแล้วเฉลี่ยปีละ 500,000 ล้านบาท ที่จะทยอยออกมาซึ่งไม่เกี่ยวกับพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่ประการใด ในปีนี้อาจจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ออกมาอีกแต่ในแง่ของผลตอบแทนเองคงไม่มากเท่ากับพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกในปลายปีที่แล้วเช่นกันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา”






