ปตท.คาดปีนี้ต้องรับภาระขาดทุนการจำหน่ายก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีมากกว่า 30,000 ล้านบาท หลังปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ปีนี้จะต้องแบกรับภาระการขาดทุนของการจำหน่ายก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วต้องขาดทุนรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ตามความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้นในทุกปี
อย่างไรก็ตาม การขาดทุนจะเพิ่มมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการใช้เอ็นจีวีว่าจะเพิ่มมากน้อยขนาดไหน เพราะเอ็นจีวีปีที่แล้วมีปริมาณใช้เพิ่มขึ้น 10% หรือ 8,540 ตัน/วัน ในขณะที่ต้นทุนก็เพิ่มสูงขึ้นเป็น 15-16 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาจำหน่ายควบคุมโดยภาครัฐที่ 10.50 บาท/กิโลกรัม ส่วนแอลพีจีคาดว่าจะขาดทุนน้อยลง หลังรัฐบาลมีการปรับราคาหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติตามการปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีครัวเรือน เดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม ทำให้แบกภาระต้นทุนลดลง
"ก็คาดหวังเมื่อแอลพีจีครัวเรือนขยับขึ้นแล้ว เอ็นจีวีจะทยอยปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนบ้าง หากเป็นไปได้ก็จะทำให้การขาดทุนในส่วนรับภาระก๊าซลดลง" นายไพรินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากสถานการณ์และความเหมาะสมให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานของธุรกิจกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นธุรกิจด้านพลังงานและธุรกิจต่อเนื่อง โดยในส่วนของธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมัน พื้นที่ประมาณ 1,000 เฮกตาร์ ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแม้จะมีกำไร แต่มีแผนอาจขายธุรกิจออกไป เพราะไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นธุรกิจเกษตรที่ต้องใช้บุคลากรด้านการเกษตรโดยเฉพาะ จึงอาจจะถอนตัวออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงระยะเวลาไหนก็คงต้องดูถึงความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่ม ปตท.ยังคงเดินหน้าผลิตพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไบโอดีเซล









