วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกประสานเสียงกำไรปีนี้ซบ

โบรกเกอร์เผยต่างชาติมองความน่าสนใจลงทุนของไทยลดลง หลังการเมืองยืดเยื้อ มองแนวโน้มกำไรธุรกิจหลักทรัพย์ปีนี้โตลดลง ตามวอลุ่มการซื้อขาย

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความน่าสนใจลงทุนลดลงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ผลจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ เอฟดีไอ (FDI) ที่นักลงทุนหันไปดูโอกาสในอินโดนีเซีย และเวียดนามแทน ทำให้ความน่าสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงตามไปด้วย

"เมื่อความน่าสนใจการลงทุนโดยตรงลดลง สะท้อนมาถึงการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย เพราะซัพพลายน้อยลง แม้ว่าในช่วงนี้ราคาหุ้นของไทยจะปรับลดลง หรือ ถูกจนน่าสนใจลงทุน แต่เมื่อมีความเสี่ยงทางด้านการเมือง ทำให้ลำบากในการเดินทาง และบริษัทประกันไม่รับประกัน ทำให้เขาตัดสินใจไปที่อื่น ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า"

นอกจากนี้นักลงทุนอาจจะมองว่า สภาพตลาดยังไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ทั้งที่การทำเอ็มแอนด์เอ หรือซื้อกิจการในช่วงตลาดขาลงอาจจะได้ราคาดีกว่า โดยไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องกลุ่มโรงแรม และกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มอาหาร และเกษตร นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากการเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

สำหรับแนวโน้มรายได้ และกำไรสุทธิของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ในปี 2557 ประเมินว่าจะเติบโตลดลงจากปีก่อนหน้า โดยในช่วงไตรมาสแรกน่าจะเติบโตต่ำที่สุด หลังปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) ปรับลดลงมากในช่วง 2 เดือนแรกของปี เหลือประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากปีก่อนหน้าเฉลี่ยกว่า 4 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองในประเทศ

"ขณะนี้คาดการณ์สถานการณ์ลำบาก ทั้งภาวะตลาด วอลุ่มการซื้อขาย และการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ในส่วนของกำไรของเอเซียพลัส แม้จะปรับลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ก็ยังมีการเติบโตสูงกว่าปี 2555 หรือน่าจะอยู่ในระดับ 700-800 ล้านบาทได้ เพราะธุรกิจในส่วนอื่นยังเติบโต เช่นธุรกิจให้คำปรึกษา (ไอบี) เช่นการนำบริษัทเข้าตลาด หรือ ไอพีโอ เพราะแม้ภาวะตลาดไม่ดี แต่ธุรกิจก็ต้องการเงินทุน"

เขากล่าวต่อว่า บริษัทเตรียมจะเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น ปรับโครงสร้างบริษัทเป็นโฮลดิ้ง คัมพานี เพื่อแยกการดำเนินงานตามสายธุรกิจ เพราะบางธุรกิจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน และลดผลกระทบความผันผวนจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการปรับโครงสร้าง หรือจะแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมี.ค.2558

นางพรพริ้ง สุขสันติสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นในประเทศไม่เอื้อต่อการลงทุน ผลจากสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้แนะนำนักลงทุนให้ไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งหลังจากเปลี่ยนระบบการซื้อขายมาใช้ของทางยุโรป ทำให้ลงทุนต่างประเทศได้เพิ่มเป็น 34 ตลาด จาก 25 ประเทศ จากเดิมลงทุนได้แค่ 10 ประเทศ

"ช่วงที่ตลาดไม่เอื้อ บริษัทจะหันมาปรับธุรกิจ ซึ่งนอกจากไปลงทุนต่างประเทศ จะร่วมถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ในกัมพูชา 20% ใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาทแล้ว บริษัทยังจะถือโอกาสปรับการดำเนินงานภายใน มุ่งไปสู่การทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้น และลดพอร์ตการลงทุน และการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน)"

กรณีที่เจ้าหน้าที่การตลาด(มาร์เก็ตติ้ง)ถูกดึงตัวไปกว่า 200 คน ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อรายได้ และส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ที่จะหายไป 1-2% ในส่วนรายได้จะลดลงน้อยกว่า เพราะมาร์เก็ตติ้งที่ถูกดึงไป มีลูกค้าเป็นรายใหญ่ ซึ่งทำรายได้ค่าคอมมิชชั่นไม่สูงอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นช่วงที่ตลาดไม่ดี ลูกค้ามีการลงทุนน้อยอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการรวบรวมผลการดำเนินงานกลุ่มหลักทรัพย์ 11 บริษัท พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 5.05 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 75.8% จากปีก่อนหน้า โดย 5 บริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุด คือ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีกำไรสุทธิ 1,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% บล.เอเซียพลัส มีกำไรสุทธิ 1,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% บล.เคจีไอ มีกำไรสุทธิ 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% และบล.ฟินันเซียไซรัส มีกำไรสุทธิ 399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% จากปีก่อนหน้า