การมาถึงของเออีซี ในปี 2558 อาจไม่ใช่บทสรุปชะตากรรมของเอสเอ็มอีไทย เมื่อโลกวันนี้ช่างท้าทายและไปไกลอาเซียนนี่คือยุคของโลกใบเดียวกัน
“รู้แค่เออีซี ไม่พอ เออีซี มันเล็กเกินไปสำหรับพวกเรา แต่อยากให้เห็นภาพว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกบ้าง เออีซี เป็นแค่กลไกหนึ่ง ซึ่งถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะจัดการได้ทุกรูปแบบ ทุกโครงสร้าง และทุกข้อตกลง”
“พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กระตุกต่อมคิดเอสเอ็มอีไทย ในเวทีเสวนา “เปิดผนึก SMEs ไทย สู่การปฏิรูปอุตสาหกรรมในยุค AEC” ณ งาน TPA International Forum 2014 โดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ที่ผ่านมา
สำหรับคนที่ยัง เมินเฉย สับสน หรือแม้แต่หวั่นกลัว กับการมาถึงของเออีซี ในปี 2558 เขาย้ำชัดว่า โจทย์ของเอสเอ็มอีในวันนี้ไม่ได้มีแค่เออีซี และรู้แค่เออีซี “ไม่พอ” และไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็มีสิทธิ “พลาด” ได้ ถ้าไปแบบ “ไม่รู้”
“ทุกคนมีความสามารถ ‘ไม่เท่ากัน’ บางอย่างเราสู้กันเองไม่ได้เลย ใหญ่เล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าใครเก่งกว่า ใครเข้าใจกว่ากัน ใหญ่ก็ล้มดังนะ ถ้าไม่เข้าใจ มันก็ไปทั้งยวง”
แล้วอะไรคือคำตอบของความเข้าใจที่ว่า เขาบอกว่า โลกนับจากนี้ จะใช้ “ข้อตกลง” เป็นตัวกำหนด ซึ่งปัจจุบันก็พอเห็นแล้วว่า เรามีข้อตกลง “นับไม่ถ้วน” ทั้งการค้า การลงทุน กระทั่งด้านสิ่งแวดล้อม สารพัดข้อตกลงโถมซัดเข้าใส่ จึงอยู่ที่ว่า เราจะ “ควบคุม” มันได้หรือไม่
“ไม่ว่าคุณจะผลิตอะไรก็ตาม มันมีทฤษฎีเดียวเท่านั้นเอง คือ ‘กฎหมายเดียว มาตรฐานเดียว’ ทุกอย่างจะเป็นโลกใบเดียวกัน”
การอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และโลกใบเดียวกัน ทำให้เอสเอ็มอีจะ “โดดเดี่ยว” เปลี่ยวเอกาต่อไปไม่ได้ แต่ต้องทำงานเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และ “รับผิดชอบร่วมกัน” ปฏิบัติภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
“อย่างผมทำปศุสัตว์ ต่อให้โรงงานผมสะอาดยิ่งกว่าโรงพยาบาล แต่ถ้าข้าวโพดที่ส่งเป็นอาหารสัตว์ให้ผม มีสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ที่สูงมาก ผมจะส่งสัตว์ไปญี่ปุ่นไม่ได้เด็ดขาด นี่คือการเชื่อมโยงของธุรกิจที่จะต้องเกิดขึ้นจริงจัง เพราะทุกอย่างคือหนึ่งเดียวกัน เมื่อโลกเปิด ทุกอย่างต้องเท่าเทียม คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว”
นั่นคือเหตุผลที่เอสเอ็มอีซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ ก็ต้องปรับตัวเอง ช่วยดึง ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อเชื่อมโยง และสร้าง “คุณค่า” ให้กับตัวสินค้า จากต้นสายจนสุดปลายน้ำ
“นอกจากต้องไปช่วยเกษตรกรให้เขาเข้าใจเรื่องการปลูกข้าวโพดให้ปลอดภัย ก็ต้องคิดต่อว่าจะปลูกอย่างไรให้ใช้น้ำน้อยลง ทำลายป่าน้อยลง ใช้ที่ดิน ใช้ปุ๋ย น้อยลง แต่ได้ศักยภาพเท่าเดิม นี่คือ เทคโนโลยี คือ นวัตกรรม คือ ‘คุณค่า’ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน ที่เอสเอ็มอีต้องให้ความสำคัญ และทำให้เกิดขึ้น”
การเพิ่ม “คุณค่า” ในตัวสินค้า จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายขึ้นอีกขั้นของเอสเอ็มอีไทย
“เพราะฉะนั้น ‘ความรับผิดชอบ’ ต้องไปด้วยกันหมด เราต้องพัฒนาให้เป็นระบบนี้ขึ้นมา นี่คือเออีซี และนี่คือโลก ซึ่งถ้าคุณชนะมันไม่ได้ คุณก็แพ้หมดทุกเวที”
ขณะที่ “ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ” รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในฐานะประธาน APEC SME Working Group บอกว่า สิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในเวทีโลก ณ วันนี้ ก็คือ การก้าวสู่ความเป็นสากลของเอสเอ็มอี (SME Internationalization)
“ณ วันนี้ทุกคนเท่าเทียมกัน จะเป็นบริษัทมูลค่าพันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ เป็นเอสเอ็มอี มีเงินหมุนเวียน 1 ล้านบาท ก็ต้องปฏิบัติตาม มาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นเอสเอ็มอีทุกวันนี้ ต้องปรับตัว ไม่ว่าจะอยู่ภาคส่วนไหน ก็ต้องยกระดับสู่ มาตรฐานสากลให้ได้ นี่คือ การก้าวสู่สากลของเอสเอ็มอี”
ดร.วิมลกานต์ ย้ำว่า ถ้าเอสเอ็มอีไทยปรับตัวไม่ได้ ก็จะมีคู่แข่งรายอื่นที่ปรับตัวได้จะเข้ามาแทนที่ ซึ่งทุกวันนี้ก็เริ่มมีสัญญาณให้เห็นกันแล้ว..
เธอยกกรณีเอสเอ็มอีจากเกาหลี ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ทำซอฟท์แวร์สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งสุดยอดมาก จนธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เลือกใช้เป็นซอฟท์แวร์ในการสอนภาษาอังกฤษในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก และซอฟท์แวร์ดังกล่าวกำลังมีชื่อเสียงขึ้นมา ขณะที่เอสเอ็มอีไทย ซึ่งทำซอฟท์แวร์สอนคณิตศาสตร์ กลับมีความคิดแค่ว่า ‘แฮปปี้แล้ว จับแค่ตลาดในเมืองไทยก็พอกินแล้ว’
“แต่โจทย์ในอนาคตก็คือ มันเป็นไปได้หรือไม่ ว่าซอฟท์แวร์ชื่อดังของเกาหลีเมื่อไรดังทั่วโลก เดี๋ยวก็แปลเป็นภาษาไทย แล้วก็จะกินตลาดในประเทศไทยหมด เพราะว่าเขาทำซอฟท์แวร์ตัวนี้ได้ดีที่สุด ขณะที่โซลูชั่นในด้านคณิตศาสตร์ของเขาก็ได้รับการยอมรับทั่วโลก แล้วถามว่าพ่อแม่คนไทย จะยังคงใช้ซอฟท์แวร์ของคนไทยหรือไม่ ฉะนั้นโจทย์ของเอสเอ็มอีวันนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้เขาคิดในมุมมองของโลกให้ได้”
ดร.วิมลกานต์ บอกอีกว่า ณ วันนี้ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะของเกาหลี ไต้หวัน หรือสมาชิกในเอเปค ต่างก็บอกเอสเอ็มอีของตัวเองว่า ไม่ว่าเราจะผลิตสินค้าและบริการอะไรขึ้นมา โจทย์คือ “โลก” เพราะเชื่อว่าถ้าเมื่อไรเราสามารถทำสินค้าที่ตอบโจทย์ของโลกได้ เราก็จะ “อยู่รอด” ได้
“เขาไม่ได้คิดว่าจะไปครอบครองตลาดของโลกหรอก เอาแค่อยู่รอด คือ ถ้ามันไม่ได้มาตรฐานโลกจริงๆ ในที่สุดมันจะมีสินค้าอื่นๆ ของเอสเอ็มอีรายอื่น ที่อาศัยการค้าเสรีนั่นแหล่ะ เข้ามาแทนที่เรา” เธอสะท้อนความคิดสะกิดใจเอสเอ็มอีไทย
เวลาเดียวกันเอสเอ็มอี ยังคงต้องให้ความสำคัญกับ “นวัตกรรม” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่แค่นวัตกรรมแต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่ล้อตามทิศทางตลาดโลกด้วย และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต โดยเฉพาะ 3 กลุ่มหลัก นั่นคือ เฮลท์แคร์ ไบโอเทคโนโลยี และพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น “ตลาดทั้งโลก” ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย หรืออาเซียน เท่านั้น
ขณะที่ เอสเอ็มอีไทย ที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม มีมูลค่าต่ำ ทั้งยังใช้แรงงานมาก ก็ควรย้ายไปแสวงโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยัง “ขาดแคลนเอสเอ็มอี” โดยใช้โมเดลแบบญี่ปุ่น ที่ไปประเทศไหน ก็เลือกสร้าง “นิคมเอสเอ็มอี” เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ออกไปต่างประเทศ ไม่ให้ต้องเจอกับปัญหาหนัก ขจัดอุปสรรคตั้งแต่ต้น และนั่นก็คือโจทย์สำคัญของภาครัฐ
ส่วนเอสเอ็มอีที่ยังคงอยู่ ก็ควรขยับไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีรวยขึ้น แรงงานภาคเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่ถึง 80% ของทั้งประเทศ ก็จะได้ร่ำรวยขึ้นตามมา จนนำพาประเทศขยับหนีจาก “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” (middle income trap) ไปได้ในที่สุด
นี่คือความท้าทายที่กำลังส่งเสียงเรียกเอสเอ็มอีจากทั่วโลก แน่นอนว่าเอสเอ็มอีไทยก็จะตกขบวนครั้งนี้ไม่ได้..แม้ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่เราก็ต้อง “รอด”
“””””””””””””””””””””””
Key to Success
จุดอ่อนเอสเอ็มอีไทย
๐80-90% ยังอยู่แบบ “โดดเดี่ยว”
๐อุปสรรคสำคัญคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
๐ ต้นทุนการทำธุรกิจ สูงกว่าในหลายประเทศอาเซียน
๐ ขาดเงินทุนสนับสนุน ในการโบยบินสู่ตลาดโลก
๐ ขาดมุมมอง “สากล” ส่วนใหญ่พอใจแค่ในประเทศ





