เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุน ท่ามกลางความคาดหวังถึงพัฒนาการเชิงบวกต่อปัจจัยการเมือง
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์คงจะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.15% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.25% ทรงตัวเช่นกันจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 4-7 มี.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.25%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.22% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.25% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมครั้งถัดไป หลังข้อมูลภาคเศรษฐกิจของไทยยังคงอ่อนแอ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.64% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.74% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหายูเครนลงส่วนหนึ่ง แต่อัตราผลตอบแทนกลับปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากการซื้อพันธบัตรของเฟด รวมทั้งแรงซื้อจากนักลงทุน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเผยออกมา ค่อนข้างน่าผิดหวัง
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทอ่อนค่าลงตามความกังวลต่อปัญหาการเมือง ทั้งนี้ เงินบาทปรับตัวอย่างผันผวนในระหว่างวันตลอดช่วงต้นสัปดาห์ (แต่ระดับปิดตลาดในแต่ละวันจะค่อนข้างทรงตัว) ก่อนอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมือง ขณะที่ ทิศทางเงินหยวนที่อ่อนค่าลง ก็เป็นปัจจัยลบต่อสกุลเงินในเอเชีย และเงินบาทด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (28 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.62 เทียบกับระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 ก.พ.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (3-7 มี.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ. ยอดคำสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนม.ค. รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ข้อมูล PMI เดือนก.พ. ของหลายๆ ประเทศ และสัญญาณเปราะบางของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแข็งค่าค่อนข้างมากท้ายสัปดาห์ โดยเงินยูโรขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรก หลังผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีเดือนก.พ. ของสถาบัน Ifo ออกมาดีเกินคาด อย่างไรก็ดี เงินยูโรเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงต่อมาท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน หลังมีความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด แต่กระนั้น เงินยูโรกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนที่ 0.8% YoY ในเดือนก.พ. นั้นสูงกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งลดความคาดหวังต่อสัญญาณผ่อนคลายจาก ECB ในการประชุมนโยบายการเงินในช่วงวันที่ 6 มี.ค.นี้ ขณะที่ ตลาดให้ความสนใจกับสัญญาณนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลายจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้จะประเมินว่า แนวทางการปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการ QE ของเฟดยังคงจะดำเนินต่อไปก็ตาม
เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เงินเยนแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกต่อสถานการณ์การเมืองในยูเครน และความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ก็เผชิญแรงขายหลังถ้อยแถลงของประธานเฟดด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (28 ก.พ.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3790 เทียบกับ 1.3737 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 ก.พ.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.90 เทียบกับ 102.52 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุน ท่ามกลางความคาดหวังถึงพัฒนาการเชิงบวกต่อปัจจัยการเมือง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,325.33 จุด เพิ่มขึ้น 1.62% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 22.77% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 24,224.83 ล้านบาท โดย นักลงทุนสถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 376.45 จุด เพิ่มขึ้น 0.78% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมือง ก่อนที่จะแกว่งตัวในกรอบแคบในช่วงกลางสัปดาห์ และปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นพลังงาน ที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้ง ข่าวเชิงบวกที่รัฐบาลและกลุ่ม กปปส. อาจจะมีการเจรจากัน กอปรกับนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 3-7 มี.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวขึ้น ตามแรงซื้อเก็งกำไร โดยต้องจับตาพัฒนาการของการเมืองไทย ขณะที่ สหรัฐฯ มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,310 และ 1,304 ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,333 และ 1,346 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น จากแถลงการณ์ของประธานเฟดที่บ่งชี้ถึงท่าทีในการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,272.65 จุด เพิ่มขึ้น 1.05% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวการควบรวมกิจการ ก่อนที่จะปรับลดลงในอังคาร จากแรงกดดันของข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยที่ไม่ค่อยสดใส จากนั้นตลาดทรงตัวก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ จากแถลงการณ์ของประธานเฟดที่มีท่าทีเชิงบวกต่อการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ลดลง จากค่าเงินเยนที่กลับมาแข็งค่า โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,841.07 จุด ลดลง 0.17% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงุทน หลังค่าเงินเยนมีเสถียรภาพมากขึ้น ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงขายทำกำไร หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอ และค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ขณะที่ นักลงทุนยังคงกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน








