"บ้านปู" ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเป็น 35% ในปี 58 เผยมีแผนซื้อกิจการโรงไฟฟ้าเพิ่มทั้งในและต่างประเทศแต่ยังอยู่ระหว่างเจรจา
นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะหาโอกาสซื้อกิจการโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเท่านั้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเป็น 35% ภายในปี 2558 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับไม่ถึง 30% เพื่อบริหารกระแสเงินสด และลดความผันผวนของรายได้จากธุรกิจถ่านหิน
“ขณะนี้มีโอกาส และมีข้อเสนอให้บริษัทเข้าไปลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าอยู่เรื่อยๆ แต่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา ไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อใด โดยธุรกิจไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และมั่นคง แต่มาร์จินจะน้อยกว่าธุรกิจถ่านหิน”
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2557 นี้ คาดว่ารายได้จะทรงตัวจากปีก่อนหน้า เพราะปริมาณการผลิตถ่านหินไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ราคาก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น คาดว่าจะแกว่งตัวในระดับ 77-84 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งบริษัทจะยังไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะได้มีการล็อกราคาขายล่วงหน้าไว้ส่วนหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตามบริษัทยังมีแผนที่จะลดต้นทุนการผลิตให้ได้อีก 4-5% จากปีก่อน
“ราคาถ่านหินในตลาดโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากนี้เชื่อว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว เพราะความต้องการใช้ถ่านหินยังเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ส่วนแผนการลงทุนของบริษัทในช่วงปี 2557-2558 นี้มีแผนจะใช้เงินลงทุน 779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 50% หรือ 339 ล้านดอลลาร์ฯ เป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าหงสา ที่เหลือลงทุนในเหมืองถ่านหิน”
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า บริษัทบ้านปู เดินหน้าปรับแผนธุรกิจรับสถานการณ์ถ่านหินที่อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าธุรกิจถ่านหินได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงปี 2556 และจะเริ่มฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าภาพรวมเศรษฐกิจในเอเชียจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา บ้านปูได้มีการปรับลดต้นทุนการผลิตโดยรวมลงถึง 12.9% จากต้นทุนเดิม เหลือเพียง 61 ดอลลาร์ฯต่อตัน เพื่อรักษาอัตรากำไรให้ทรงตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าได้เปรียบคู่แข่งขันซึ่งส่วนใหญ่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ราว 70 ดอลลาร์ต่อตัน
ทั้งนี้คาดแนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 1 ปีนี้ จะพลิกกลับมาเติบโตจากงวดก่อนหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีที่กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ขณะที่คาดกำไรจากธุรกิจถ่านหินทรงตัวตามผลของฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนในประเทศอินโดนีเซีย อาจส่งผลให้ปริมาณขายในงวดครึ่งแรกของปีอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงครึ่งหลังของปี หากพิจารณาแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 2557 พบว่ายังเห็นการเติบโต 20% จากปีก่อนหน้าจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3% มาอยู่ที่ 30 ล้านตัน และ 14.9 ล้านตัน สำหรับเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย และออสเตรเลียตามลำดับ รวมถึงต้นทุนที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงอีก 5% มาอยู่ที่ 57 ดอลลาร์ต่อตัน
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากคดีความชั้นศาลกรณีโรงไฟฟ้าหงสาอาจจะเป็นปัจจัยกดดันในระยะยาวได้ ซึ่งหากกรณีดังกล่าวสิ้นสุดในชั้นศาล แล้วแพ้คดีต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลแพ่งจำนวน 3.1 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันปรับตัวลดลงราว 8- 10 บาทต่อ








