วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความปลอดภัยไซเบอร์ทำเอกชนรายจ่ายเพิ่ม

อาชญากรรมไซเบอร์ที่เข้าถึงข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต และบัตรเดบิต 100 ล้านรายได้เพิ่มงบด้านความปลอดภัยของบริษัทอีก 4 เท่า

นับตั้งแต่เกิดอาชญากรรมไซเบอร์ที่เข้าถึงข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต และบัตรเดบิต 100 ล้านรายจากบริษัท "ฮาร์ทแลนด์ เพย์เมนท์ อิงค์" ในปี 2550 หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอของฮาร์ทแลนด์ "นายโรเบิร์ต คาร์" ก็ได้เพิ่มงบด้านความปลอดภัยของบริษัทอีก 4 เท่า

บริษัทฮาร์ทแลนด์จ่ายค่าปรับและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายไปแล้ว 150 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่เรื่องช่องโหว่ในระบบและความเสียหายด้านชื่อเสียงในฐานะบริษัทผู้ให้บริการชำระเงิน

นายคาร์เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการหลายอย่างนับตั้งแต่เกิดช่องโหว่ในระบบ ซึ่งบริษัทไม่เคยแก้ปัญหาเรื่องนี้มาก่อน พร้อมทั้งชี้ว่ามีการลดจำนวนของระบบคอมพิวเตอร์ที่ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลบัตรเครดิต ถึงแม้จะเพิ่มเครื่องมือการเข้ารหัสและเฝ้าระวังระบบแล้วก็ตาม

กรณีของบริษัทฮาร์ทแลนด์ตอกย้ำถึงคำถามที่มีมานานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและประโยชน์ของระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีบารัก โอบามา จุดกระแสการถกเถียงในเรื่องดังกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ด้วยการออกแนวทางใหม่ที่เรียกร้องให้บรรดาบริษัทในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น พลังงาน ธนาคาร และโทรคมนาคม ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องและสอดส่องเครือข่ายและอบรมพนักงานของตน

ภาคธุรกิจบางกลุ่มออกมาวิจารณ์ข้อเสนอดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการบีบให้บริษัทต่าง ๆ ต้องจ่ายเงินเพื่อผลประโยชน์ที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สมเหตุสมผลสำหรับบางบริษัท ถึงแม้จะทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้นก็ตาม

นายแลร์รี คลินตัน ประธานกลุ่มพันธมิตรความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสมาชิกประกอบด้วย "เจนเนอรัล อิเล็กทริค" "เวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค" และ "เวอไรซอน คอมมูนิเคชันส์" กล่าวว่า ข้อเสนอของทำเนียบขาวเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากกว่าเอกชน นอกจากนี้ มาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์จะต้องคุ้มทุนสำหรับบริษัทนั้น ๆ หรือได้รับการสนับสนุนจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจบางประเภทด้วย

นายคลินตันเสริมว่า เศรษฐกิจโลกที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดเศรษฐกิจมีความไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกันในหลายประเทศที่แม้จะทำให้ผู้ผลิตประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ขณะเดียวกันก็อาจเปิดทางให้กับแฮคเกอร์ด้วย เช่นเดียวกับ การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในเพื่อให้บริษัทสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินของตนจากทางไกลได้

ภาวะเสี่ยงสูงนี้ปรากฎให้เห็นในปัจจุบัน เนื่องจากบรรดาร้านค้าปลีกไม่ปกปิดข้อมูลของลูกค้าจากสายตานักขโมยข้อมูล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกรณีที่ "ทาร์เก็ต คอร์ป" ห้างชื่อดังของสหรัฐระบุว่า แฮคเกอร์ได้โจรกรรมข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตและเดิตของลูกค้าไปถึง 40 ล้านราย รวมถึงรหัสผ่านส่วนตัวในบัตรจากห้างแห่งนี้

นายเบจท์ลิชระบุว่า เขาเห็นด้วยกับผู้บริหารหลายคนที่พูดว่าหากรัฐบาลต้องการให้ภาคธุรกิจปรับปรุงระบบป้องกันภัยไซเบอร์ของตัวเอง ก็ควรให้เงินอุดหนุนต้นทุนหรือลดหย่อนภาษี เป็นต้น

นอกจากนี้ นายคาร์ ผู้บริหารของบริษัทฮาร์ทแลนด์ยังกล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการตัดสินใจแก้ปัญหาดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทต่าง ๆ จ่ายเงินนับไม่ถ้วนไปกับระบบความปลอดภัย แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องจ่ายอีกมากน้อยเพียงใด