วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่อยอด & คิดแย้ง ให้ดียิ่งกว่า 'ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์'

คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ในฐานะบุคคลสาธารณะ ด้วยเคยเป็นพิธีกรรายการดังทางทีวี

อีกทั้งยังเคยนั่งเก้าอี้ผู้บริหารให้กับบริษัทตลอดจนองค์กรมหาชน แต่เวลานี้ "ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์" กำลังมุ่งมั่นกับการสวมบทบาท "นักธุรกิจ" อยู่ในแวดวงด้านไอทีและวิศวกรรม


ปัจจุบันมี 3 บริษัทภายใต้การบริหารจัดการของผู้บริหารหนุ่มมากความสามารถแถมยังหน้าตาดีผู้นี้ นั่นก็คือ 1. บริษัท โฟคอล อินเทลลิเจนซ์ จำกัด (ผู้ผลิตและให้บริการด้านระบบไอซีที) 2. บริษัท T2P จำกัด (ให้บริการด้านโซลูชั่น ช่องทางการชำระเงินทางออนไลน์ และร้านค้าต่างๆ) โดยทั้งสองบริษัทนี้ ณัฐวุฒิเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเองเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา และ 3. บริษัท เทสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นของครอบครัวและก่อตั้งมาเป็นเวลา 35 ปีแล้ว บริษัทนี้ดำเนินธุรกิจบริการด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม วิศวกรรม รวมถึง สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ทางหลวง ฯลฯ


แน่นอนแต่ละธุรกิจย่อมแตกต่าง แต่ที่เหมือน ก็คือ ทุกธุรกิจของเขาต่างมุ่งนำไอที และเทคโนโลยีมาช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนทั้งสิ้น


ยกตัวอย่างเช่น สินค้าและบริการที่บริษัทโฟคอลได้คิดค้น ก็คือ แอพพลิเคชั่นที่ให้คำแนะนำเส้นทาง และข้อมูลที่กิน ที่เที่ยว สำหรับการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย,ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร รวมถึงแอพพลิเคชั่นเพื่อการช็อบปิ้งและแนะนำร้านค้าในศูนย์การค้า ขณะที่ บริษัท T2P ก่อตั้งมาเพื่อต่อยอดกระแสอีคอมเมิร์ซ ที่มีช่องว่างเป็นความรู้สึกกังวลของลูกค้าคนไทยในการใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินทางช่องทางออนไลน์ โดยการมอบทางเลือกที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยที่มากกว่า เป็นต้น


กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ คงเคยได้ยินโครงการหนังสือเสียงให้คนตาบอดผ่านแอพพลิเคชัน หรือ Read for the Blind บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอส นี่ก็คือ อีกหนึ่งผลงานที่ผู้บริหารหนุ่มคนนี้นำไอทีมาช่วยตอบโจทย์คุณภาพชีวิต อย่างไรก็ดี โครงการนี้อยู่ในโหมดของ "จิตอาสา" ไม่ใช่เป็น "ธุรกิจ" ที่คิดมุ่งหากำไร แต่อย่างไร


ถามว่าอะไรคือที่มา แรงบันดาลใจของสินค้าและบริการแต่ละตัว


ณัฐวุฒิบอกว่า ที่สุดแล้วทุกสินค้าและบริการเกิดขึ้นจากการพูดคุยกับลูกค้า ต้องพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของพวกเขา


"ก่อนอื่นบริษัทเราจะมีโจทย์เพื่อไปนำเสนอกับลูกค้า เป็นเรื่องที่เราคิดว่าเหมาะ แต่เมื่อเรานำไปคุยคิดร่วมกันกับลูกค้าแล้วมันจะชัดขึ้น"


หมายถึงโจทย์หรือสมมุติฐานที่ทางบริษัทตั้งไปไม่จำเป็นต้องแม่นยำหรือถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สินค้าและบริการเกิดจากกระบวนการที่บริษัทต้องคิดร่วมกับลูกค้า


"เราคงไม่สามารถคิดได้เองจนแม่นเป๊ะ ถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน เพราะลูกค้าเราย่อมรู้จักตลาดรู้จักลูกค้าของเขามากกว่าเรา หลักๆ แล้วเราอาจจะต้องมีความแม่นราวๆ 50-60 เปอรเซนต์ คือรู้ว่าอะไรควรทำ และทำได้ ซึ่งถ้าให้ลูกค้าคิดเอง ก็อาจคิดไม่ถึง"


พร้อมยกตัวอย่าง กรณีแอพพลิเคชั่นสำหรับการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ ที่ในขั้นต้นทางบริษัท โฟคอลต้องการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของร้านค้า ร้านอาหารที่อยู่ในพื้นที่สามารถอัพเดทข้อมูลได้ด้วยตัวของเขาเอง แต่ที่สุดแล้วลูกค้า ซึ่งก็คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ซึ่งเป็นรู้ดีและรู้จริงในพื้นที่ได้ยืนยันว่า ชาวบ้านไม่อาจทำเองได้


ขณะที่ในกรณีของศูนย์การค้าที่สุดท้ายบริษัท โฟคอล กลับพบว่า โจทย์ที่แท้จริงของลูกค้ากลับไม่ใช่คำแนะนำร้านค้าแต่กลับเป็นเส้นทางเดินกลับที่ยังที่จอดรถอย่างถูกต้อง..ต่างหาก


อย่างไรก็ดี การเป็นผู้ริเริ่ม พยายามคิดโจทย์เพื่อตั้งต้น ก็น่าจะมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย


"ผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องอาศัยศึกษาดูข่าวสารที่เกิดขึ้นในโลกให้เยอะๆ ดูว่าที่ไหนเขาคิดประดิษฐ์อะไรและเราจะนำมาต่อยอดได้อย่างไร แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ เราต้องมองหาปัญหา ที่คนอื่นอาจมองว่าไม่ใช่ หรือมองข้าม ต้องพยายามคิดแย้ง และหาทางปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ตรงนี้คือความแตกต่าง เป็นข้อได้เปรียบของเรา"


เลยเป็นที่มาของคาถาเด็ด ก็คือ ต่อยอด & คิดแย้ง


ณัฐวุฒิบอกว่า เป้าหมาย ของเขานั้นไม่คิดจะขยายบริษัทโฟคอล กับ บริษัท T2P ให้มีขนาดใหญ่โต เหตุผลก็คือ ขนาดบริษัทที่ยิ่งใหญ่ย่อมหมายถึงการบริหารจัดการจำนวนพนักงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่เขาจะมุ่งเน้นในเรื่องการคิดค้นสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่น บนแพลตฟอร์มใหม่ออกสู่ตลาดปีละ 1-2แพลตฟอร์ม รวมถึงเน้นเรื่องการ Reuse เพื่อทำให้ต้นทุนถูกลง


"ปัจจุบันทั้ง 2 บริษัทก็มีพนักงานแค่สิบคน ผมไม่คิดจะขยายเรื่องคนไปมากกว่านี้ หากจำเป็นต้องขยายก็จะใช้การเอาทซอร์ส ผมมองว่าขนาดเล็กจะทำให้เกิดความรวดเร็วในการพัฒนาสินค้า เพราะตลาดแอพพลิเคชั่นมีคู่แข่งเยอะมาก สินค้าและบริการของเราก็ไม่ได้มีระบบป้องกันอะไรที่ห้ามไม่ให้คนอื่นเข้ามาแข่ง ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาให้เร็ว และเป็นที่ถูกใจของลูกค้า สินค้าเทคโนโลยีคงหนีไม่พ้นเรื่องของสปีด"


และมีหนึ่งแนวโน้มที่เขามองเห็นว่ากำลังมาแรงนั่นคือ ทั่วโลกไม่ว่าจะในระดับประเทศ องค์กร แม้กระทั่งปุถุชนคนทั่วไป ต่างก็ตระหนักถึงความปลอดภัยเนื่องจากภัยคุกคามที่มีอยู่ทุกรูปแบบ ทำให้บริษัทของเขาคิดค้นและพัฒนาระบบที่เข้าไปตรวจสอบความคิดเห็นที่สุ่มเสี่ยง หรือมีความคิดเอนเอียงในทางลบที่เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต


"เป็นระบบที่สามารถเช็คความคิดเห็น ความรู้สึก มุมมองที่สาธารณะที่มีต่อองค์กรของเรา ระบบจะทำให้รู้ว่าใครกันที่ทวิตเตอร์ข้อความเกี่ยวกับเราในทางเสื่อมเสีย อีกทั้งยังเป็นคนที่กระจายความคิดดังกล่าวไปให้คนอื่นมากที่สุด เราจะรู้ได้ว่าใครกันที่เป็นเจ้าของ Opinion ที่เพี้ยนตลอด"


ทั้งหมดทั้งสิ้นจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารท่านนี้ข้องเกี่ยวกับคำว่า "นวัตกรรม" แทบจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเขานิยามคำๆ นี้ว่าอย่างไร


"ผมเองคิดว่า นวัตกรรมคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่อาจยังไม่มี หรือ การมองเห็นปัญหาที่มีอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ที่มองไม่เห็น แต่เรามองเห็นว่าจะนำมาช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตผู้คนได้อีก"


สำหรับเขา คำว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง กระบวนการในการทำงาน


และนอกจากธุรกิจที่กำลังโตวันโตคืนปีละหลายเท่าตัวแล้ว อีกภารกิจหนึ่งที่ทำให้ณัฐวุฒิเป็นที่รู้จักในแวดวงการศึกษา ก็คือ ตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตร Senoir Executive Program "Strategy and Innovation for Businesses in Asia" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย มหิดลกับมหาวิทยาลัย MIT สหรัฐอเมริกา


ณัฐวุฒิบอกว่า หลักสูตรที่เขาสอนก็ว่าด้วยเรื่องของ นวัตกรรมทั้งยังโฟกัสไปในเรื่องของกระบวนการในการทำงาน


"ขั้นตอนการทำงาน จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานคิดพัฒนาหาสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีขนาดเล็กๆ จำเป็นต้องอาศัยพนักงานให้ช่วยกันคิดไม่เช่นนั้นก็จะแข่งขันไม่ได้"


ทว่าความรู้ก็อาจอยู่แค่ภายในห้องเรียนเท่านั้น หากผู้เรียนซึ่งเป็นระดับผู้บริหาร หรือซีอีโอไม่นำไปปฏิบัติ


"หลักสูตรของเราจะให้ผู้เรียนมีคำมั่นว่าจะทำโครงการดีๆ ให้กับบริษัท โดยที่ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยจะติดตามไปฟังความก้าวหน้าว่าเขาได้นำความรู้จากห้องเรียนไปปรับใช้กับโครงการอย่างไร เพื่อทำให้รู้ว่าเขาเอาสิ่งที่เรียนไปใช้จริงๆ "


สุดท้ายก็วนกลับมาว่า นวัตกรรมที่นำไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการ ต้องมีการเริ่มต้น มีการปฏิบัติ มีการติดตามผล ซึ่งคงเปรียบได้วงจรคุณภาพ หรือ PDCA (plan-do-check-act) นั่นเอง